• Thu. May 21st, 2026

จับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก พ.ค. 2569 : การลงทุน การค้า และพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง

จับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก-พค.-2569-:-การลงทุน-การค้า-และพลังงานขยายตัวต่อเนื่องจับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก พ.ค. 2569 : การลงทุน การค้า และพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง

ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังคงแสดงสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเติบโตของ GDP การขยายตัวของการค้า การเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงิน และการยกระดับนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐ โดยภาพรวมสะท้อนว่ายูเออี กำลังเดินหน้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายและทนทานต่อความผันผวนจากภายนอกมากขึ้น

รายงานข่าวฉบับนี้สรุปภายใต้ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน การส่งผ่านของการเติบโตทางการค้าไปสู่ภาคโลจิสติกส์และท่าเรือ และผลของนโยบายอุตสาหกรรมต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยอ้างอิงจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญ พอสรุปได้ดังนี้

แนวโน้มเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

ประเด็นราคาพลังงานยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะสั้น เนื่องจากยูเออีปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดย Super 98 อยู่ที่ 0.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร Special 95 อยู่ที่ 0.97 ต่อลิตร และ E-Plus 91 อยู่ที่ 0.95 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร ขณะที่ดีเซลทรงตัวที่ 1.28 เหรียญสหรัฐฯต่อลิตร การปรับขึ้นครั้งนี้สะท้อนภาวะราคาน้ำมันโลกที่ยังผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสถานการณ์ด้านอุปทานพลังงาน

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้ระบบกระจายสินค้าหนักหรือใช้เชื้อเพลิงสูง ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพในเขตเมืองสำคัญ เช่น ดูไบ อาบูดาบี และชาร์จาห์ เพิ่มขึ้นบางส่วน

 อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อเงินเฟ้อของยูเออี มีแนวโน้มได้รับการบรรเทาผลกระทบจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็ง การเติบโตของภาคนอกน้ำมัน (Non-oil)  และระบบธนาคารที่มีสภาพคล่องสูง โดยสินทรัพย์รวมของระบบธนาคารอยู่ที่มากกว่า 1.49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเงินฝากอยู่ที่ 928 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินและการส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

ในภาพรวม ราคาพลังงานน่าจะเป็นปัจจัยดันเงินเฟ้อระยะสั้นมากกว่าจะกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้าง หากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัวและต้นทุนโลจิสติกส์ได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศก็น่าจะอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

การส่งผ่านการเติบโตทางการค้าสู่ภาคโลจิสติกส์และท่าเรือ

การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของเศรษฐกิจยูเออี โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าต่างประเทศอยู่ที่ 1.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการค้าสินค้านอกภาคน้ำมันขยายตัว 27% เป็น 1.04 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้จำกัดอยู่เพียงภาคการเงินและบริการ แต่ได้ส่งผ่านแรงขับเคลื่อนไปสู่ภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และท่าเรืออย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก DP World ระบุว่า ผู้บริหารภาคการค้าในยูเออีกว่าเกือบสองในสามคาดว่าการเติบโตทางการค้าในปี 2569 จะทรงตัวหรือขยายตัวสูงกว่าปี 2568 โดยมองว่าคลังสินค้า ศูนย์โลจิสติกส์ และระบบศุลกากรเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เชื่อมโยงเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

การขยายตัวดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคท่าเรือ เขตโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้า โดยยูเออียังได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมโยงทางการค้ากับอินเดีย จีน และญี่ปุ่น ตลอดจนการเปิดตลาดใหม่ผ่านความตกลง CEPA และเครือข่ายการค้าใน Jebel Ali Free Zone ซึ่งช่วยเสริมบทบาทของนครดูไบในฐานะศูนย์กลางการค้าโลก

ในเชิงโครงสร้างภาคการค้าและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของยูเออี และเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในด้านคลังสินค้าท่าเรือและระบบขนส่งอัจฉริยะ

โดยสรุปการเติบโตทางการค้าของยูเออีกำลังส่งผ่านไปสู่ความต้องการ ด้านโลจิสติกส์ ท่าเรือ ระบบศุลกากร และเทคโนโลยีบริหารห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

ผลของนโยบายอุตสาหกรรมต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

นโยบายอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ยูเออี ในปี 2026 โดยรัฐบาลเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Make it in the Emirates 2026” เพื่อเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรม เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังอนุมัติกองทุนความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม (National Industrial Resilience Fund) มูลค่าประมาณ 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ เพิ่มความมั่นคงของสินค้ายุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยา อุปกรณ์การแพทย์ อาหาร และเทคโนโลยีขั้นสูง เร่งการใช้ AI                  ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน นโยบายดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐต้องการยกระดับจากการเป็นศูนย์กลางการค้า ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้วย

ผลต่อการจ้างงานคาดว่าจะเกิดในสองมิติ ได้แก่ การจ้างงานโดยตรงในภาคอุตสาหกรรม การผลิต     โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี และการจ้างงานทางอ้อมในบริการสนับสนุน เช่น วิศวกรรม ซ่อมบำรุง ซัพพลายเชน         และบริการธุรกิจ โดยเมื่อบริษัทจดทะเบียนในประเทศเพิ่มขึ้นเกิน 1.4–1.45 ล้านราย ย่อมสะท้อนถึงฐานธุรกิจที่ขยายตัวและความต้องการแรงงานที่หลากหลายมากขึ้น

ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยูเออียังคงมีความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนทั่วโลก เนื่องจาก  มีฐานการค้าขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้าง และนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการเชื่อมโยงกับผู้ผลิต และนักลงทุนต่างประเทศโดยตรง รายงานของหนังสือพิมพ์ The National ระบุว่า FDI ของ ยูเออี ในปีก่อนอยู่ที่ 45.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 49% และทำให้ ยูเออี อยู่ในอันดับ 10 ของโลก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ความเห็นของ สคต.ดูไบ

โดยภาพรวม เศรษฐกิจ ยูเออี อยู่ในจังหวะการเติบโตที่เข้มแข็งและมีฐานสนับสนุนกว้าง ทั้งจากภาคนอกน้ำมัน การค้า ระบบธนาคาร และการลงทุนอุตสาหกรรม แม้ราคาพลังงานจะกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่แรงส่งจากการค้าระหว่างประเทศและนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐยังมีแนวโน้มช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสริมความสามารถแข่งขันของประเทศต่อเนื่อง

ในเชิงนโยบายการขยายตัวของการลงทุนอุตสาหกรรมควบคู่กับความสามารถด้านการค้าและโลจิสติกส์ จะช่วยให้ยูเออี สร้างฐานการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าบางประเภท และเพิ่มมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความต้องการแรงงานฝีมือและแรงงานเทคนิค ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อการจ้างงานในระยะกลางถึงระยะยาว

ผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มเป็นบวก โดยเศรษฐกิจยูเออีที่ยังขยายตัวและการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตช่วยหนุนความต้องการสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น สินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแรง  ส่วนนโยบายอุตสาหกรรม “Make it in the Emirates 2026” และกองทุนอุตสาหกรรม 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงไทย อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนขนส่งและต้นทุนกระจายสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงควรบริหารราคาและเส้นทางโลจิสติกส์อย่างรอบคอบ

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/joluo01ir0mt7lx9lqntoqc7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZL9K48YNBUlBi6xs39lBz