ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเวที Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1 ปี 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมนักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ หลังพิจารณานโยบายการเงิน ครั้งที่ 2 ของปีนี้
ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า หลัง 28 ก.พ.2569 ที่เกิดสงครามอิหร่านและสหรัฐยืดเยื้อถึงปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 2 มิติ ทั้งการขยายตัวเศรษฐกิจได้ดีมีโอกาสถึง 2.3% แต่หลังจากเกิดสงครามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอชัดเจนหลังได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยวจนนำมาสู่การปรับจีดีพีลงมาอยู่ที่ 1.5% ดังนั้น สงครามมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
มิติที่ 2 เงินเฟ้อจากติดลบ โดยเฉพาะ 2 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่ล่าสุดเงินเฟ้อเกือบ 3% และมีแนวโน้มสูงขึ้นช่วงที่เหลือปีนี้ โดย ธปท.มองอัตราเงินเฟ้อระดับ 4-5% เป็นไปได้สูง ซึ่งภายใต้เงินเฟ้อสูงขึ้นใน เม.ย.2569 เป็นจุดเริ่มต้นและคงเห็นเงินเฟ้อเพิ่มอีก แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงชั่วคราวและจะลดลงในปี 2570
ทั้งนี้ ย้ำกว่ายังไม่เห็น Stagflation ขณะนี้หรือแม้แต่กรณีเลวร้ายที่ ธปท.ประเมินหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปี ทำให้เงินเฟ้อปีนี้สูงเกิน 5% กรณีนี้เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงได้ภายใต้สถานการณ์เลวร้าย
แต่หากเงินเฟ้อควบคุมไม่ได้สิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องทำเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ต้องแลกกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ยกตัวอย่างสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารทั่วโลกเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เงินเฟ้อสูง
แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.ย้ำว่าสถานการณ์ของไทยยังอยู่ห่างไกลจากจุดดังกล่าวมาก ของไทยต้องระวังมากกว่าว่าหลังช็อกพลังงานหมดไปแล้ว ที่เงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ย้ำไทยยังไม่ถึงจุดที่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย
ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย หรือ next move ของ กนง.และ ธปท.ขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจระยะข้างหน้า แต่โดยรวมกรรมการมองว่าดอกเบี้ยนโยบาย 1% ที่ปรับลดลงเมื่อต้นปีถือว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้กรรมการจะให้น้ำหนักความเสี่ยงเงินเฟ้อ
“ระยะข้างหน้ามีโอกาสสูงที่จะไม่เห็นดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงมากนัก หากเทียบกับธนาคารกลางอื่นทั่วโลก ไทยอยู่ระดับเอื้อไม่ให้รีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะมาจากจุดที่ต่ำ อัตราเงินเฟ้อมาจากจุดต่ำกว่าระดับเป้าหมาย ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัตราเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายทั้งนั้น แม้ธนาคารกลางทั่วโลกจะมีทิศทางปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่สำหรับไทยรอได้นานกว่าคนอื่นค่อนข้างมาก”
ทั้งนี้ หากพูดถึงจัดจำกัดของนโยบายการเงินปัจจุบันที่ดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำที่ 1% ถือว่าต่ำมากและอาจถึงจุดใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงิน และโอกาสเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% คงไม่มาก แต่หากมองแง่เศรษฐกิจที่ดอกเบี้ย 1% ยังมี Room ดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น
ขณะที่ศักยภาพการเติบโตระยะยาวพบว่านโยบายการเงินมีข้อจำกัด และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ได้ลำพัง ดังนั้น การยกระดับเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปต้องอาศัยทั้งนโยบายการคลังและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน “เงินกู้” ต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพ
สำหรับออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยอมรับว่า คณะกรรมการหารือเรื่องนี้มาก เพราะจะทำให้หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังน้อยลง
ดังนั้นเม็ดเงินที่เหลือควรถูกใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจควรตรงจุดและควรเก็บพื้นที่การคลังไว้รองรับความเสี่ยงในอนาคต
ทั้งนี้ ธปท.และภาครัฐตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวและมีแผนลดการขาดดุลการคลังจาก 3.9% เหลือ 1.5% ในช่วงท้ายของแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันจัดอันดับเครดิตให้ความสำคัญ
เอสเอ็มอี-สินเชื่อบ้านค้างหนี้พุ่ง
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ภาวะการเงินและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศลดลงจากการลดดอกเบี้ยช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ กนง.ติดตาม คือ ปริมาณสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ สถาบันการเงินระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบสงคราม รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้และความสามารถการทำกำไรของครัวเรือนและธุรกิจ
“ยังไม่เห็นสัญญาณผิดนัดชำระหนี้ชัดเจน แต่ต้องติดตามความเสี่ยงจากกลุ่มเปราะบางและรายย่อย เอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยในสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เห็นสัญญาณผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งเดือน ก.พ.เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นเป็น 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมาที่ 4.5% ซึ่ง ธปท.พยายามป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น ผ่านมาตรการเชิงรุกช่วยเหลือลูกหนี้”
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องรายงาน กนง.ไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ระบุหากดูข้อมูลสินเชื่อถึงเดือน ก.พ.2569 พบสินเชื่อธุรกิจหดตัวเล็กน้อยจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงตามการชะลอการลงทุนภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิต
ห่วงลูกหนี้แบงก์รัฐผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม
ทั้งนี้ หากดูคุณภาพสินเชื่อแม้อยู่ระดับทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถการชำระหนี้เอสเอ็มอีที่ยังมีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) เพิ่มต่อเนื่องล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 10.8% และกลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางที่ถูกกดดันจากการแข่งขันรุนแรงขึ้น และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และลูกหนี้ในภาคการเกษตรของธนาคารแห่งรัฐ (SFI) ที่ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น
ด้านคุณภาพสินเชื่อรายย่อยทรงตัว แต่ต้องติดตามสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% โดยเฉพาะจากการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้แบงก์รัฐในกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน
นายสุรัช กล่าวว่า เครื่องชี้เงินเฟ้อที่ใช้ประกอบการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบาย คือ เงินเฟ้อคาดการณ์ล่วงหน้า 1 ปี ไม่ใช่เงินเฟ้อปัจจุบัน แต่แม้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางอยู่ในกรอบ แต่ ธปท.ไม่นิ่งนอนใจต้องติดตามทั้งเงินเฟ้อระยะปานกลางและระยะสั้นของครัวเรือนและธุรกิจช่วง 1 ปี
ทั้งนี้ ประเมินมีความเสี่ยงจำกัดที่จะเกิด Second-round effect หรือการที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่หลุดกรอบยังมีจำกัดในเศรษฐกิจไทย
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางค่อนข้างมากเพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยหากดูผลกระทบราคาพลังงานต่อภาคธุรกิจแตกต่างกันตามระดับการใช้พลังงาน
สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ประมง ขนส่ง โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น และจากการสำรวจภาคธุรกิจพบว่า 80% ของธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที ขณะที่ 40% เผชิญปัญหาวัตถุดิบตึงตัวหรือขาดแคลน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1233840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p88Y_gxf3oouoc8nRqi_H

