• Tue. May 12th, 2026

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เม.ย.2569 ทรุดแตะ 45.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

ดัชนีความเชื่อมั่นฯ-เมย2569-ทรุดแตะ-45.0-ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่-2ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เม.ย.2569 ทรุดแตะ 45.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า

กระทรวงพาณิชย์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด 

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้า 
และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น 

โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก 
(1) ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 
(2) ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 
(3) หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง 
(4) ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต 

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น พบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายสำคัญในระยะต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้ 
(1) การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน เร่งดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐ ควบคู่กับการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในภาคเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน 
(2) การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรดูแลสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนากระบวนการแปรรูปและโลจิสติกส์ รวมทั้งขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย 
(3) การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน เร่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการชุมชน ผ่านการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) การขยายช่องทางการตลาด การสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบริการด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สินค้า GI เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 
(4) การสร้างสมดุลการส่งออกมุ่งสร้างสมดุลการค้าโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งการรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ รวมถึงการผลักดันสินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงผ่านการแปรรูปและการพัฒนา Local Content เพื่อยกระดับโครงสร้างการส่งออกของประเทศในระยะยาว 
(5) การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและการปรับปรุงกฎระเบียบเร่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยเชื่อว่า นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคับประคองค่าครองชีพและส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/275292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DamPZLbggZI8y6P6fIHuT