ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account : CA) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวัดสุขภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ องค์ประกอบสำคัญของ CA คือ ดุลการค้าและดุลบริการ รวมถึงมีส่วนประกอบอื่นอย่างดุลรายได้และดุลเงินโอน ซึ่งสะท้อนปัจจัยอื่น ๆ เช่น รายได้และรายจ่ายในการลงทุนระหว่างประเทศ ค่าตอบแทนแรงงาน เป็นต้น หากประเทศมี CA เกินดุล สะท้อนว่าประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่ารายจ่ายเงินตราต่างประเทศ หาก CA ขาดดุลย่อมหมายถึงรายจ่ายออกไปต่างประเทศที่มากกว่ารายได้
ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญกับไทยสูง เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการที่สูงถึง 137% ของ GDP ในปี 2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และสูงเป็นอันดับที่ 30 จาก 196 ประเทศในโลก
ในอดีตไทยเกินดุล CA อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนวิกฤติโควิด เช่น ในปี 2562 ไทยเกินดุล CA มากถึง 3.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ CA กลับมีแนวโน้มแย่ลงมากในช่วงหลังวิกฤติโควิด โดยลดเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงกำแพงภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ที่จะกระทบการส่งออก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุล CA ในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ค่าขนส่งที่แพงขึ้น และดุลการท่องเที่ยวที่แย่ลง
หนึ่ง ดุลการค้าจะเกินดุลลดลง เพราะ (1) นำเข้าไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงมากถึง 12.7% ในปี 2568 และ 16.9% ใน 2 เดือนแรกของปี 2569 เป็นผลจากทั้งผลของการเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบของสงครามการค้าอย่างเต็มที่ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงการส่งออกทองคำที่สูงในช่วงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน
อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับขยายตัวได้สูงกว่าถึง 5 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา จนดุลการค้าขาดดุลถึง 3 ใน 6 เดือนดังกล่าว โดยเฉพาะในการนำเข้าจากจีน และการนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาผลิต และส่งออก รวมถึงใช้ในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าปรับตัวแย่ลงมาก ซึ่งการนำเข้าเพื่อนำไปผลิตและส่งออก หรือการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยปกติอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีปัจจุบันพบว่าไทยอาจไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร สะท้อนจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่เพียง 56.8% ในเดือน ก.พ. 2569 เทียบกับ 65.6% ในปี 2564
(2) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวมากถึง -57.1% ในเดือน มี.ค. 2569 (ข้อมูลเบื้องต้นในระบบศุลกากร) และผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงไปยังการส่งออกประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ผ่านช่องทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ในสินค้าต้นน้ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก
นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8% ของ GDP มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาสินค้านำเข้ากลุ่ม Fuel Product เดือน มี.ค. ขยายตัวสูงถึง 34.7%MOM เมื่อเทียบกับเดือนก่อน
(3) กำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 สินค้าไทยและคู่ค้าหลัก หากไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการส่งออกไทย คิดเป็นสัดส่วน 21.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2568 ในทางกลับกันไทยอาจต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าหรือผ่านการคลายมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อขอเจรจาให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีต่อไทยลง
สอง ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแพงขึ้น ดัชนี Freightos Global Container Index ที่สะท้อนราคาค่าขนส่งสินค้าทางเรือโลกสูงถึง 2,424.7 ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,375.8 ในปี 2562 ถึง 76.2% จากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ทำให้ไทยมีต้นทุนในการนำเข้าและส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ดัชนีจะลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2569 แต่สงครามในตะวันออกกลางก็สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่ง
สาม ดุลการท่องเที่ยวแย่ลงจากผลกระทบสงคราม ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยสูงสุดถึง 39.8 ล้านราย อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกลับไม่สามารถฟื้นตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลังวิกฤติโควิดอยู่ที่เพียง 33 ล้านรายในปี 2568 ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง การออกนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของหลายประเทศเอเชีย (Tourism war) รวมถึงความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในการท่องเที่ยวไทย
สำหรับปี 2569 SCB EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจไม่เติบโตจากผลสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมัน และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแล้ว ซึ่งมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
CA ที่จะแย่ลงชั่วคราว 1-2 ปีจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นเรื่องกระทบทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ CA ไทยมีแนวโน้มแย่ลงอยู่ก่อนแล้ว หลายองค์ประกอบใน CA ที่แย่ลงจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีเลวร้ายหากไทยขาดดุล CA เรื้อรังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า แม้จะช่วยให้การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้นบ้าง แต่จะทำให้ต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ CA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจอีกด้วย
ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการขาดดุล CA นี้? เริ่มต้นจาก
(1) การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศในภาคการผลิต เพื่อให้สัดส่วนของการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบกับการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการตั้งกำแพงภาษีสินค้าผ่านแดน (Transshipment) จากสหรัฐฯ ได้ด้วย
(2) ยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่ High-Value Tourism ลดการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ควบคู่การยกระดับความปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและพำนักยาวขึ้น
(3) เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้วยการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด สนับสนุนการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม
ความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางและกำแพงภาษีสหรัฐฯ สะท้อนชัดว่าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับการผลิต การท่องเที่ยว และพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2930616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3frUfJ4VfIK2Kcx6jGki04

