
ความหวังต่อการยุติสงครามอิหร่านเริ่มกลับมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU จำนวน 14 ข้อ เพื่อยุติสงครามและปูทางสู่การเจรจานิวเคลียร์ที่มีรายละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง และช่วยลดความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น รวมถึงหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่งที่ลดลง ขณะที่หุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากทิศทางราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ (7 พ.ค. 2569) ว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัว หรือ Rebound หลังได้รับแรงหนุนจากความหวังว่าสถานการณ์สงครามอิหร่านใกล้ยุติลง โดย Axios สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า ทำเนียบขาวเชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU จำนวน 14 ข้อ เพื่อยุติสงคราม และวางกรอบสำหรับการเจรจานิวเคลียร์ในรายละเอียดต่อไป
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบจากอิหร่านในหลายประเด็นสำคัญภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า แม้ยังไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการ แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้ข้อตกลงมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าว CNBC ว่า อิหร่านอยู่ระหว่างประเมินข้อเสนอแผนสันติภาพ 14 ข้อของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับตัวลดลงกว่า 7% ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
บล.ดาโอระบุว่า มีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้น หลังราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง 7-8% มาอยู่ในช่วง 95-101 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังมีโอกาสผันผวนในระดับสูงต่อไป จากความไม่แน่นอนของเงื่อนไขการเจรจา
ทั้งนี้ บล.ดาโอมองบวกต่อหุ้นและกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากความหวังสงครามอิหร่านใกล้จบ โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงแรงจากข่าวสงคราม และมีโอกาสรีบาวด์ได้เด่น ได้แก่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 37.00 บาท, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 44.50 บาท, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)) หรือ BJC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60.00 บาท
ด้านกลุ่มท่องเที่ยว บล.ดาโอมีมุมมอง Neutral โดยประเมินว่าสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลงจะช่วยหนุนการเดินทางท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้น หุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท, CENTEL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 37.00 บาท, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท และบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 1.80 บาท
ส่วนกลุ่ม Aviation หรือธุรกิจการบิน บล.ดาโอมีมุมมอง Neutral โดยได้รับ Sentiment เชิงบวกจากแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันที่ลดลง และปัจจัยหนุนการเดินทางท่องเที่ยว หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ AOT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60.00 บาท และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 1.12 บาท อย่างไรก็ตาม AAV ยังอาจมีผลขาดทุนในระดับสูงในช่วงไตรมาส 2-3/2569
สำหรับกลุ่มค้าปลีก บล.ดาโอให้น้ำหนัก Overweight โดยมองว่าต้นทุนน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าขนส่ง และหนุนกำลังซื้อผู้บริโภคในระยะสั้น ซึ่งเป็นบวกต่อปริมาณลูกค้าเข้าร้าน หรือ Traffic รวมถึงยอดขายสาขาเดิม หรือ SSSG หุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์ ได้แก่ BJC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 63.00 บาท
กลุ่มเครื่องดื่ม บล.ดาโอมีมุมมอง Neutral โดยคาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากต้นทุนพลังงานที่คิดเป็น 2-4% ของต้นทุนขาย รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่มีโอกาสปรับตัวลดลง หุ้นที่ได้อานิสงส์ ได้แก่ OSP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท และบริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท
ขณะที่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้รับมุมมองเชิงบวกเฉพาะตัว โดย บล.ดาโอระบุว่า รายได้ที่อิงกับก๊าซคิดเป็นประมาณ 70% และสามารถส่งผ่านต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นได้ ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ Ft ปรับตัวขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ และปัจจุบันหุ้นซื้อขายอยู่ในระดับ Valuation ที่น่าสนใจ จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 44.50 บาท
สำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บล.ดาโอมีมุมมอง Neutral เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นราว 1-2% ของต้นทุนรวม และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอาจส่งผลให้ต้นทุนวัสดุอื่น ๆ ลดลงตามไปด้วย หุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์ ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท
ส่วนกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน บล.ดาโอมีมุมมอง Neutral โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงมีโอกาสช่วยลดแรงกดดันต่อสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าการตลาด หุ้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท และบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท
นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรและอาหาร หรือ Agri & Food ซึ่ง บล.ดาโอไม่ได้จัดอันดับน้ำหนักกลุ่ม คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากต้นทุนโดยรวมที่ลดลง เช่น ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนวัตถุดิบที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 12.80 บาท และบริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ AAI แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 4.00 บาท
อย่างไรก็ตาม บล.ดาโอมองเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นในระยะสั้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจะกดดันหุ้นน้ำมัน โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ย หรือ Liquid ASP ที่ลดลง รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่มีแนวโน้มลดลง
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 180.00 บาท, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 7.50 บาท, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/829644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K4b1GwjNl6BhdvjJwNWEw

