• Fri. May 8th, 2026

จากเศรษฐกิจรูปตัว K สู่ ‘เศรษฐกิจรูปตัว E’

จากเศรษฐกิจรูปตัว k-สู่-‘เศรษฐกิจรูปตัว-e’จากเศรษฐกิจรูปตัว K สู่ ‘เศรษฐกิจรูปตัว E’

จากบทวิเคราะห์ของ Bank of America (BofA) ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เคยแยกเป็นแค่ “บนกับล่าง” (K-shape) ได้เปลี่ยนมาเป็น 3 ขีดของตัว E (E-shape) เศรษฐกิจปี 2026 จึงกำลังเปลี่ยนจาก “รูปตัว K” (รวย-จน แยกทาง) เป็น “เศรษฐกิจรูปตัว E” (E-Economy) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ขีด บน-กลาง-ล่าง ดังนี้

ขีดบน (High Income-Top 20%)  กลุ่มคนรวยกลุ่มนี้ ยังคงมีกำลังซื้อสูงต่อเนื่อง ขับเคลื่อนการบริโภคสินค้าหรูหรา โดยได้อานิสงส์จากมูลค่าสินทรัพย์และตลาดหุ้นที่เติบโต ได้ประโยชน์จาก “Wealth Effect” หรือราคาของสินทรัพย์ (หุ้นและอสังหาริมทรัพย์) ที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและยังใช้จ่ายได้ปกติ

ขีดกลาง (Middle Income) เคยเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ แต่ในช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา เริ่มเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการแบกรับต้นทุนการครองชีพและหนี้สินจนเริ่มจ่ายไม่ไหวล่าง เงินออมส่วนเกินจากช่วงโควิดเริ่มหมดลง ประกอบกับดอกเบี้ยนโยบายที่ค้างสูงนาน ทำให้เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ (เช่น บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อรถยนต์)

ขีดล่าง (Low Income) กลุ่มรายได้น้อยเผชิญวิกฤติความสามารถในการแข่งขัน หนี้สินล้นพ้นตัว และฟื้นตัวช้า ทำให้ช่องว่างความรวยและจนห่างกันมากกว่าเดิม ได้รับผลกระทบหนักสุดจากเงินเฟ้อในหมวดสินค้าจำเป็น (อาหารและค่าเช่าที่พัก) ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างรุนแรง

แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่ 2 ขา (รวย-จน) เหมือน K-shape แต่เป็น 3 ชั้น ความเหลื่อมล้ำ (รวย-กลาง-จน) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

​​​​​​​ทำไมเศรษฐกิจ “รูปตัว K” กลายเป็นเศรษฐกิจ รูปตัว E

การเปลี่ยนผ่านจาก K-Shaped Economy ไปสู่ E-Shaped Economy ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อเรียกเฉยๆ ครับ แต่สะท้อนถึงการยกระดับจากการ “เอาตัวรอด” ในภาวะวิกฤติ ไปสู่การ “วางรากฐานใหม่” เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

สรุปเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ได้ดังนี้

1.จากความเหลื่อมล้ำ (K)

K-Shaped เป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำสุดขั้วในช่วงโควิด-19 ที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีหรือคนรวยยิ่งรวยขึ้น (ขาขึ้น) แต่ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว และแรงงานรายวันกลับแย่ลง (ขาลง)

2.เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็น “กระดูกสันหลัง” (Electronic)

ในช่วง K-Shaped ใครมีดิจิทัล คือ ผู้ชนะ แต่ในยุค E-Shaped Electronic & Digital กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคน “ต้องมี” ธุรกิจทุกระดับตั้งแต่ SME ไปจนถึงบรรษัทข้ามชาติ ต้องใช้ระบบอัตโนมัติและ Data เพื่อสร้าง Efficiency (E) หรือประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและแรงงานที่ขาดแคลน

3.แรงกดดันจากวิกฤตภูมิอากาศ (Environment)

เศรษฐกิจรูปตัว K ไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากนักเพราะมุ่งเน้นที่การฟื้นตัวทางการเงิน แต่ปัจจุบันกฎเกณฑ์โลกเปลี่ยนไป มาตรการอย่าง CBAM (ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน) หรือเกณฑ์ ESG บังคับให้เศรษฐกิจต้องเป็นรูปตัว E คือต้องมี Environment เป็นตัวตั้งต้น หากธุรกิจใดไม่ปรับตัวตามตัว E นี้ จะถูกตัดออกจากโซ่อุปทานโลกทันที

4.การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy)

สงครามและภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โลกเห็นว่าการพึ่งพาฟอสซิลแบบเดิม (ยุค K) มีความเสี่ยงสูง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย Energy Transition (E) หรือพลังงานสะอาด จึงกลายเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะสร้าง GDP ให้เติบโตอย่างมั่นคง

ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้เกิดรูปตัว E

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤติฉับพลัน แต่เกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กดดันต่อเนื่อง ตามรายงานของ Bank of America Institute

– ภาวะ “Whack-a-mole Inflation” (เงินเฟ้อแบบตีตัวตุ่น) แม้ราคาสินค้าบางอย่างจะลดลง แต่จะมีสินค้ากลุ่มอื่นพุ่งสูงขึ้นสลับกันไป (เช่น เนื้อวัวพุ่งสูงขึ้นหลังราคาไข่ลดลง) ทำให้ชนชั้นกลางและล่างไม่สามารถวางแผนการเงินได้การหมดไปของ

– “Excess Savings” เงินออมส่วนเกินที่สะสมไว้ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เริ่มหมดลงในช่วงปลายปี 2025 ทำให้กลุ่มชนชั้นกลางไม่มีเกราะป้องกันทางการเงินอีกต่อไป

– Wealth Effect ที่เหลื่อมล้ำ ตลาดหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้เฉพาะกลุ่มบน ขณะที่กลุ่มกลางและล่างต้องจ่ายค่าเช่าหรือดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นภาวะ

– “Paycheck to Paycheck” สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายจ่ายพื้นฐาน (ค่าเช่า, อาหาร, พลังงาน) สูงถึง 95% ของรายได้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มชนชั้นกลาง ตามข้อมูลวิเคราะห์จาก CNBCสรุปสั้นๆ : ตัวขับเคลื่อนหลักคือ “ความเปราะบางของชนชั้นกลาง” ที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มคนรวย และทรุดลงไปใกล้เคียงกับกลุ่มรายได้น้อยมากขึ้นครับ

ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ กลุ่มที่เรียกว่า “สินค้าและบริการฟุ่มเฟือยระดับกลาง” (Middle-Market Discretionary) ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางสามารถ “ตัดออก” หรือ “ลดระดับ” ได้ง่ายเมื่อเงินในกระเป๋าเริ่มตึงตัวครับ โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้

1.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบบ Affordable Luxury 

ร้านอาหารประเภท Casual Dining : ร้านอาหารในห้างที่ราคาสูงกว่าฟาสต์ฟู้ดแต่ไม่ถึงขั้น Fine Dining ชนชั้นกลางจะเปลี่ยนไปทำอาหารกินเองหรือกินร้านที่ราคาประหยัดกว่าแทน

คาเฟ่และกาแฟแบรนด์เนม : กาแฟแก้วละ 100-200 บาท จะถูกลดทอนลงเป็นกาแฟชงเองหรือแบรนด์ท้องถิ่นที่ราคาถูกกว่า

2.ธุรกิจท่องเที่ยวและสันทนา 

การท่องเที่ยวในประเทศระดับกลาง : โรงแรม 3-4 ดาว หรือทริปสั้นๆ ในช่วงวันหยุดจะลดลง เพราะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ตัดทิ้งได้ทันที

โรงภาพยนตร์และคอนเสิร์ต : ความบันเทิงนอกบ้านที่มีค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าเดินทาง, ค่าอาหาร) จะถูกแทนที่ด้วยบริการ Streaming หรือกิจกรรมในบ้าน

3.สินค้าแฟชั่นและ Gadget (Fast Fashion & Mid-Range Tech)

เสื้อผ้าแบรนด์เนมระดับกลาง : ชนชั้นกลางจะชะลอการซื้อเสื้อผ้าใหม่ตามซีซั่น และหันไปซื้อสินค้าลดราคาหรือสินค้ามือสองมากขึ้น

การอัปเกรดสมาร์ตโฟน : วงจรการเปลี่ยนมือถือจะลากยาวขึ้น จากเดิมที่เคยเปลี่ยนทุก 1-2 ปี อาจลากยาวเป็น 3-4 ปี ตราบเท่าที่เครื่องเดิมยังใช้งานได้

4.ธุรกิจยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ระดับเริ่มต้น 

รถยนต์ใหม่ (C-Segment) : ชนชั้นกลางจะลังเลในการสร้างหนี้ก้อนใหม่ระยะยาว ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลชะลอตัว และตลาดรถยนต์มือสองอาจจะคึกคักขึ้นแทน

คอนโดมิเนียมระดับกลาง : การกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดจะทำได้ยากขึ้นจากทั้งพฤติกรรมการประหยัดและการเข้มงวดของธนาคาร

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/1232879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OV0vltXc6n37wkkW7UpnA

You missed