หอการค้า ชี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ย้ำ เสถียรภาพทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุด หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะกระทบความต่อเนื่องของนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
- หอการค้าชี้ว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กฎระเบียบซ้ำซ้อน ระบบราชการ และคอร์รัปชัน ไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินหรือเร่งส่งออก
- ภาคเอกชนมองว่า เสถียรภาพทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุด เพราะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะกระทบความต่อเนื่องของนโยบายและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
- ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือการเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว รักษาแรงส่งด้านการส่งออกและการลงทุน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- แม้การส่งออกจะขยายตัว แต่ต้องเพิ่มคุณภาพโดยเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กลับสู่ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับบริษัทข้ามชาติ
ธนาคารโลกออกมาประเมินถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยกรณีใช้โมเดลเศรษฐกิจเดิมจะใช้เวลา 30 ปี ในการเป็นประเทศรายได้สูง แต่ถ้าทำให้เศรษฐกิจโต 5.4% ต่อปี จะบรรลุเป้าหมายภายในปี 2580 ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การฟื้นเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่อัดเงินหรือเร่งการส่งออก แต่ต้องแก้ “โครงสร้าง” ที่เป็นต้นทุนประเทศพร้อมกันทั้งกฎระเบียบซ้ำซ้อน ระบบราชการที่ใช้ดุลยพินิจสูง และปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน
สำหรับโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลระยะต่อไปควรรักษาแรงส่งการส่งออกและการลงทุน พร้อมเร่งฟื้นภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันต้องสร้างเสถียรภาพการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเพื่อไม่ให้โอกาสการฟื้นเศรษฐกิจสะดุดอีก
ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังต้องจับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่จะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย คือ
1.ความมั่นคงทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญสุด เพราะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลช่วงที่ไทยกำลังเจรจาการค้าและการลงทุนจะกระทบความต่อเนื่องของนโยบาย และทำให้ประเทศเสียเวลาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“ถ้าปรับ ครม.นำผู้มีความสามารถมาแก้จุดอ่อนและเสริมจุดแข็ง ผมเห็นด้วย แต่ถ้าเป็นการเปลี่ยนรัฐบาล เรื่องใหญ่มากเพราะจะทำให้เราชะลออีก 1 ปี” นายพจน์กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ไทยมีภารกิจทั้งการเจรจาการค้ากับสหรัฐ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ที่เข้าช่วงเข้มข้น การประชุม World Bank รวมถึงภารกิจพลังงานจึงไม่ควรเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงนี้
2.มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หากไทยไม่เจรจาเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐได้ตามเป้าหมาย และต้องเผชิญอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง จะกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทย
3.ภัยพิบัติและความมั่นคงภายในประเทศทั้งภัยธรรมชาติ ปัญหาด้านสุขภาพและเหตุความไม่สงบ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาคการท่องเที่ยว
10 ข้อเสนอภาคเอกชน เดินหน้าแก้เศรษฐกิจ
สำหรับ 10 ข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนและตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) และแบ่งเป็น 4 คณะอนุกรรมการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ดังนี้
คณะที่ 1 รับผิดชอบด้านการลงทุนใหม่ AI และการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทย
คณะที่ 2 ดูแลเรื่องการค้า การท่องเที่ยว Wellness และภาคเกษตร
คณะที่ 3 รับผิดชอบทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาทักษะแรงงาน
คณะที่ 4 ดูแลการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ประเด็นที่คืบหน้าชัดเจนเป็นการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นข้อเสนออันดับแรกปและรัฐบาลตั้งคณะทำงานเพื่อเริ่มประชุมแล้ว
ขณะเดียวกันภาคเอกชนเสนอเร่งแก้กฎหมายและกฎระเบียบซ้ำซ้อน โดยเฉพาะกฎกระทรวงและประกาศกรมที่แก้ได้เร็วกว่า พ.ร.บ. โดย กกร.เสนอแนวคิด “7 Re-invent” เป็นกรอบเสนอปรับปรุงกฎระเบียบและส่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว
เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วง “ค่อยๆ ฟื้นตัว”
ขณะที่เศรษฐกิจไทยอยู่ช่วง “ค่อยๆ ฟื้นตัว” แต่เดินหน้าไม่ได้เต็มศักยภาพ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างด้านบริหารจัดการภาครัฐที่เป็นข้อจำกัดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
แม้ปัจจุบันมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งและมีเสียงข้างมากในสภา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการผลักดันนโยบาย แต่ภาคธุรกิจกังวล “ความต่อเนื่องของนโยบาย” เพราะเมื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจมักเปลี่ยนตาม ทำให้ภาคธุรกิจขาดความแน่นอนในการวางแผนลงทุนระยะยาว
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปีที่ผ่านมาเติบโต 2.4% โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งไตรมาส 3-4 ได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ขยายเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐที่ทำให้ไทยมีความได้เปรียบด้านฐานการผลิตเมื่อเทียบจีนทำให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในไทยเร่งส่งออก ขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
รวมทั้งหากเงินบาทช่วงที่ผ่านมาไม่แข็งค่ามากเกินไป เศรษฐกิจไทยและการส่งออกน่าจะขยายตัวดีกว่านี้ เพราะเงินบาทแข็งค่ากว่าคู่แข่งในภูมิภาคทั้งเวียดนามและประเทศอื่นทำให้ไทยเสียเปรียบทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว
แนะฟื้นสัมพันธ์จีนดันการท่องเที่ยว
อีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ต้องเร่งฟื้นคือภาคการท่องเที่ยวที่ถูกผลกระทบหลายปัจจัยทั้งเงินบาทแข็งค่า ข่าวความปลอดภัยโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ชายแดน รวมถึงเหตุความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ท่องเที่ยวหลายพื้นที่ชะลอ
“คู่แข่งการท่องเที่ยวในอาเซียนมีค่าเงินอ่อนกว่าไทยเยอะ ไปเที่ยวเวียดนามถูกกว่าไทย นักท่องเที่ยวมีทางเลือก” นายพจน์กล่าว
สำหรับปี 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ส.ค.อยู่ที่ 22 ล้านคน เป็นไปได้สูงที่ทั้งปีไม่ถึงเป้าหมาย 33 ล้านคน และต่ำกว่าปี 2568 ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคน
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ควบคู่การหารือผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยวเพื่อลดต้นทุนการเดินทางทั้งตั๋วเครื่องบิน ค่าเดินทางและค่าที่พักเพื่อเพิ่มแรงจูงใจนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีนที่ปัญหาความสัมพันธ์กับไทยจึงควรเจรจาระหว่างรัฐบาลเป็นกลไกหลัก
“ไม่ควรปล่อยให้เกิดกระแสความขัดแย้งผ่านสื่อออนไลน์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพราะหากรัฐบาลสามารถพูดคุยและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาได้”
ถึงเวลาต้องเพิ่มคุณภาพส่งออก
ดร.พจน์ กล่าวว่า การส่งออก 7 เดือนแรก ปี 2569 ขยายตัวเกือบ 20% เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาคุณภาพการส่งออก เพราะสินค้าที่ขยายตัวสูงส่วนหนึ่งเป็นสินค้าบริษัทข้ามชาติ ซึ่งผลประโยชน์สุทธิตกถึงคนไทยไม่มากและสินค้าไทย เช่น สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มี Content ของไทยเติบโตเพียง 7%
“ส่งออกโตแล้ว คนไทยได้อะไรนี่คือปัญหา ดังนั้นเป้าหมายสำคัญระยะต่อไปเป็นการทำให้เกิด Content ในประเทศมากที่สุด เพื่อให้การส่งออกสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับสู่ผู้ประกอบการไทยมากขึ้น” นายพจน์กล่าว
นอกจากนี้ การส่งออกเพิ่มขึ้นได้แรงหนุนจากโรงงานใหม่ของบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และรับประโยชน์ภาษีจึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้าและสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (RVC) ให้ชัด
ทั้งนี้สหรัฐอาจตรวจสอบการส่งออกสินค้าที่มีลักษณะ Transshipment หรือการส่งต่อสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทย รวมถึงประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกทั้งกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์เพื่อสกัดการสวมสิทธิและสร้างความมั่นใจสินค้าส่งออกจากไทยเป็นไปตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้า
คอร์รัปชันต้นตอปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม
ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นตอความเสียหายทั้งมิติโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และระบบราชการ โดยลุกลามหลายระดับนำไปสู่พฤติกรรมไม่เคารพกฎหมายหรือไม่คำนึงผลประโยชน์ส่วนรวม
“จุดแห่งความเสียหายของไทยทั้งโครงสร้าง สังคม ประชาชน ศีลธรรม จุดทั้งหมดเริ่มมาจากโคลนของคอร์รัปชัน วันนี้คอร์รัปชันลึกถึงทุกระดับ ดังนั้นภาคเอกชนเสนอรัฐบาลแก้ปัญหาจริงจังทั้งปราบคอร์รัปชัน การแก้กฎหมายซ้ำซ้อนและลดใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนระบบการทำงานภาครัฐเป็นดิจิทัลที่เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน” นายพจน์ กล่าว
รวมถึงเร่งดำเนินการตาม พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ การใช้ระบบ E-bidding ในการจัดซื้อจัดจ้าง และการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะเพื่อปิดช่องว่างและลดโอกาสทุจริต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1251365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YITTaTup_eGSkjd8cbl5o

