
รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4/2569 สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังดำเนินไปท่ามกลางความท้าทายและความผันผวนรอบด้าน โดยกนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ 1.00% ต่อปี เพื่อรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินและพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ในภาวะที่ยังเติบโตไม่ทั่วถึง
ภาพรวมเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยได้รับแรงส่งหลักจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยหนุนให้การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ดีเกินคาด ปัจจุบันบริบทเทคโนโลยีอยู่ในช่วงการวางโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการลงทุนกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
อย่างไรก็ตามกนง.ชี้ว่าผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในวงจำกัด เนื่องจาก 1)การส่งออกกระจุกตัวเฉพาะสินค้ากลุ่ม AI ที่พึ่งพาการนำเข้าสูง 2)การลงทุนใน Data Center มีการสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานต่ำกว่าการลงทุนในอดีต 3)สินค้าส่งออกอื่น ๆ และผู้ประกอบการ SMEs ยังเผชิญความสามารถในการแข่งขันลดลง
ในฝั่งการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชนชะลอลงจากภาระค่าครองชีพ ที่อยู่ระดับสูง ประกอบกับรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้าและปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม แม้การบริโภคจะได้รับแรงหนุนชั่วคราว ช่วงไตรมาส 3 จากมาตรการภาครัฐ แต่คาดว่าจะชะลอตัวลงอีกครั้งช่วงไตรมาส 4/69
ด้านอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราว จากปัจจัยอุปทาน เช่น ราคาน้ำมัน และผลกระทบจากเอลนีโญ ต่อราคาอาหารสด แต่เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงตามแรงกดดันอุปสงค์อ่อนแอ นอกจากนี้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจดันให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นได้ทุกเมื่อ
ด้านภาวการณ์เงิน สินเชื่อรวมขยายตัวเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ต้องการสภาพคล่อง หรือใช้ในการเข้าซื้อกิจการ ตรงกันข้าม สินเชื่อ SMEs กลับหดตัวต่อเนื่องในเกือบทุกสาขาธุรกิจ เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มเปราะบาง
ขณะที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนและอยู่ในกลุ่มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
กนง.ประเมินว่าแม้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันจะไม่ใช่ระดับต่ำที่สุดแต่การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในภาวะที่มิใช่ crisis อาจได้ผลไม่คุ้มเสีย เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายมีข้อจำกัดและการคงดอกเบี้ยต่ำนานเกินไป (Low for Long) อาจส่งผลข้างเคียง เช่น การสะสมความเปราะบางจากการก่อหนี้ และการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ (Resource misallocation)
ทางออกของเศรษฐกิจไทยระยะยาว จึงไม่ใช่เพียงแค่การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย แต่ต้องพึ่งพาการประสานนโยบายการคลัง มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือ SMEs และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) พร้อมทั้งรักษา policy space ไว้รองรับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลกในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/862145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24sc8PJAz3uDFZz8awYvYX

