‘ดร.นิเวศน์’ เตือนตลาดหุ้นโลกเสี่ยงวิกฤติ จับตายุโรปจุดชนวน Stagflation ลามกระทบหุ้นสหรัฐฯ แนะลดพอร์ตหุ้นเทค-หุ้นเติบโต P/E สูง หวั่นแรงขายรุนแรงเมื่อความเชื่อมั่นเปลี่ยน
- ดร.นิเวศน์ ชี้ว่าตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญสัญญาณเสี่ยงที่แตกต่างจากอดีต โดยนอกจากราคาหุ้นที่สูงแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาค เช่น ภาวะดอกเบี้ยสูงและความเปราะบางของเศรษฐกิจยุโรปเข้ามากดดันพร้อมกัน
- ปรากฏการณ์ที่บริษัทมีผลประกอบการดีแต่ราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือกลับลดลง เป็นสัญญาณเตือนว่านักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงในอนาคตมากกว่า และความคาดหวังเชิงบวกได้ถูกสะท้อนในราคาไปมากแล้ว
- เตือนให้จับตาสถานการณ์ในยุโรปเป็นพิเศษ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต จากปัญหาค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจชะลอตัว และภาวะการเงินตึงตัว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง)
- หากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวรุนแรง อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุนทั่วโลก ซึ่งแม้แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็อาจเผชิญแรงขายอย่างหนักได้
- แนะให้นักลงทุนพิจารณาปรับลดพอร์ต โดยเฉพาะผู้ที่ถือหุ้นเทคโนโลยี หุ้นเติบโต และหุ้นที่มี P/E สูงมาก แต่ผลประกอบการไม่ได้เติบโตโดดเด่นพอที่จะรองรับราคาได้
- เตือนให้ระมัดระวังหุ้นที่ปรับตัวขึ้นตามกระแสความนิยมที่ไม่มีพื้นฐานแข็งแกร่งรองรับ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายอย่างรวดเร็วเมื่อกระแสเงินทุนเปลี่ยนทิศทาง
กระแสการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks) เพื่อโยกเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นกลุ่มคุณค่า (Value Stocks) ที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งและระดับราคายังไม่แพงมากนัก เริ่มปรากฏให้เห็นทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียเหนือ หลังราคาหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นมาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดยุโรปเริ่มเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ตึงตัว สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มเพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก ท่ามกลางสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีน้ำหนักมากขึ้น แม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งยังอยู่ในระดับดี
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญสัญญาณที่ต้องจับตา โดยที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมีคำเตือนเกี่ยวกับโอกาสปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าหลายครั้งกลับไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงตามที่คาดการณ์ เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนยังสามารถสร้างผลกำไรได้ดี ทำให้ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนและปรับตัวขึ้นต่อได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณที่แตกต่างออกไป เพราะนอกจากความกังวลเรื่องระดับราคาหุ้นที่สูงแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาคเข้ามากดดันพร้อมกัน โดยเฉพาะภาวะดอกเบี้ยสูงและความเปราะบางของเศรษฐกิจยุโรป
นอกจากนี้ จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษจากการที่บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งรายงานผลประกอบการออกมาดี แต่ราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้นตาม บางบริษัทกลับเผชิญแรงขายจนราคาลดลง ทั้งที่ตัวเลขกำไรยังแข็งแกร่ง ซึ่งแตกต่างจากภาวะ Bull Market ซึ่งตามปกติที่ผลประกอบการดีมักช่วยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น
ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนว่าความคาดหวังเชิงบวกได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นมากแล้ว ขณะที่นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับความเสี่ยงในอนาคตมากขึ้น จึงไม่พร้อมซื้อหุ้นเพิ่มแม้บริษัทจะประกาศกำไรเติบโต หรืออาจเลือกขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน
สำหรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคกับสถานการณ์ยุโรปที่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เนื่องจากยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ปัญหาเศรษฐกิจ และภาวะการเงินที่ตึงตัวจากทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำหรือหดตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงก็อาจซ้ำเติมต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
นอกจากนี้ ปัญหาค่าครองชีพที่กระทบกำลังซื้อยังอาจเพิ่มความไม่พอใจของประชาชนและนำไปสู่การประท้วง ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ หากเศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวรุนแรงขึ้น ก็อาจกระทบต่อการบริโภค การลงทุน และผลประกอบการของบริษัทที่มีธุรกิจเชื่อมโยงกับภูมิภาคดังกล่าว
ขณะที่ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้จะมีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการทำกำไรและมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดหลายแห่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตในยุโรปได้ทั้งหมด เนื่องจากเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกัน หากความเสี่ยงในยุโรปขยายวงกว้างจนกระทบความเชื่อมั่นและกระแสเงินทุน ก็อาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายอย่างหนักตามไปด้วย
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน “ดร.นิเวศน์” เตือนให้นักลงทุนพิจารณาปรับลดพอร์ต หากมีสัดส่วนการถือครองหุ้นสูงเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี หุ้นเติบโต และหุ้นที่มี P/E อยู่ในระดับสูงมาก แต่ผลประกอบการไม่ได้เติบโตโดดเด่นเพียงพอที่จะรองรับระดับราคาดังกล่าว
โดยหุ้นที่มีมูลค่าสูงย่อมมีความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคตอยู่มาก หากผลประกอบการไม่สามารถเติบโตได้ตามที่ตลาดประเมินไว้ หรือมีปัจจัยมหภาคเข้ามากดดันมูลค่าหุ้น ก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงแรงจากการที่นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการเติบโตของบริษัท แม้ธุรกิจยังไม่ได้ประสบปัญหาอย่างชัดเจนก็ตาม
อีกกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นตามกระแสความนิยม โดยเฉพาะหุ้นไทย หุ้นเอเชีย และหุ้นยุโรปที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ แต่ไม่มีพื้นฐานธุรกิจหรือแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งรองรับมูลค่าอย่างเหมาะสม หุ้นกลุ่มนี้อาจได้รับแรงซื้ออย่างมากในช่วงที่ตลาดมีความเชื่อมั่น แต่เมื่อกระแสเงินทุนเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ การปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจำเป็นต้องขายหุ้นทั้งหมดหรือหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยี แต่ควรพิจารณาความเหมาะสมระหว่างราคาหุ้นกับศักยภาพในการทำกำไร รวมถึงกระจายการลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตลาดหุ้นโลกในระยะต่อไปจึงต้องติดตามทั้งทิศทางเงินทุนที่หมุนเวียนระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้นคุณค่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และพัฒนาการทางเศรษฐกิจของยุโรป ควบคู่กับการประเมินว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังสามารถรองรับระดับราคาหุ้นได้มากน้อยเพียงใด เพราะหากสัญญาณเศรษฐกิจมหภาคอ่อนแอลงต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหุ้นยังสะท้อนความคาดหวังในระดับสูง ความเสี่ยงต่อการปรับฐานของตลาดอาจเพิ่มขึ้นได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1257815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gyEGU_B7P8pTNIeEzOSVA

