
กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลเกาะสมุย-พะงัน หลังต่างชาติลงทุนกว่า 67% เร่งปราบนอมินี ล้างภาพทุนต่างชาติยึดพื้นที่ท่องเที่ยว ส่ง DSI สอบเชิงลึก หลังพบคนไทยรายเดียวถือหุ้น 87 บริษัท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบนิติบุคคลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะ เกาะพะงัน และ เกาะสมุย หลังพบสัดส่วนบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 67.97% ของบริษัททั้งหมดในพื้นที่ พร้อมประกาศยกระดับมาตรการปราบปรามการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนต่างชาติ เพื่อสกัดการครอบงำธุรกิจผิดกฎหมายและฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย
นาย พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เร่งตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย” โดยจากการสำรวจพบว่า ทั้ง 2 เกาะมีบริษัทจดทะเบียนรวม 16,811 ราย และในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือเกือบ 68%
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยอมรับว่า ในอดีตภาครัฐให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน หรือ Ease of Doing Business มากกว่าการตรวจสอบเชิงลึก ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ที่นักลงทุนบางกลุ่มใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หากเป็นการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่หากเข้ามาในลักษณะใช้ “นอมินี” เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีบริษัทจำกัดรวม 21,717 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือคิดเป็น 53.6% ของทั้งหมด ขณะที่เกาะพะงันมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย ส่วนเกาะสมุยมี 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย
สำหรับสัญชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดบนเกาะพะงัน ได้แก่ อิสราเอล ฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซีย ส่วนเกาะสมุย นักลงทุนหลักมาจากฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย จีน และอิสราเอล สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของทุนต่างชาติในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบ คือสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน ซึ่งพบว่าเจ้าของมีชื่อถือหุ้นในบริษัทถึง 66 แห่ง และมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลรวมกว่า 89 บริษัท โดยบางแห่งไม่พบการประกอบธุรกิจจริง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบเส้นทางการถือหุ้นและการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง
อีกกรณีคือโครงการวิลล่าหรูริมทะเลบนเกาะพะงัน ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเช่าพักคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม พร้อมพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท ผ่านบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอลในสัดส่วนสูง จนอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีและการถือหุ้นอำพราง
ขณะที่บนเกาะสมุย พบผู้ถือหุ้นชาวไทยบางรายมีชื่อถือหุ้นร่วมกับต่างชาติในหลายบริษัท เพื่อทำให้บริษัทมีสถานะเป็น “บริษัทไทย” ตามกฎหมาย โดยมีรายหนึ่งถือหุ้นมากถึง 87 บริษัท กรมฯ ได้ส่งข้อมูลให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังพบว่าแต่ละบริษัทมีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องห้ามตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SpYyUlHOJ_cF_N-n-nLW6

