ยุคความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เปรียบดั่งระเบิดเวลาพร้อมทำงานทุกเมื่อ คำเตือนล่าสุดจาก “ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเปราะบางโครงสร้างเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “คลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์”ที่ กำลังถดถอยลง

ที่ผ่านมาโลกสามารถรอดพ้นสภาวะช็อกด้านราคาน้ำมันอย่างรุนแรงมาได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดสินใจ “ระบายน้ำมันสำรอง” ออกมาสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว มาตรการนี้เปรียบดั่ง “ยาแก้ปวด” ที่ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้อย่างทันท่วงที ทำให้ปริมาณน้ำมันที่สูญหายไปจากอุปทานโลกจริง ๆ มีเพียงแค่ประมาณ 3% ต่ำกว่าการคาดการณ์กรณีเลวร้ายขั้นสุด ที่เคยประเมินไว้ถึง 10-15%

“กูรินชาส์” ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า “เบาะรองรับวิกฤต” ของชาติต่าง ๆ เวลานี้กำลังบางลงจนอยู่ในระดับที่น่ากังวล นั่นหมายความว่า หากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดล่มสลายลง หรือมีการปะทะกันระลอกใหม่ในแถบตะวันออกกลาง โลกจะไม่มีเกราะกำบังทางการหนุนเวียนพลังงานเหมือนเดิมอีกต่อไป

ความเปราะบางนี้เห็นได้ชัดจากกรณี “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมากล่าวหาว่าอิหร่าน อยู่เบื้องหลังการโจมตีเรือขนส่งใกล้โอมาน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวพร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกนาที

เมื่อหันไปดูตัวเลขการประเมินจาก “จูลี โคแซก” โฆษกของ IMF ยิ่งทำให้เห็นภาพเมฆหมอกทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยระบุว่า หากสถานการณ์พลิกผันจาก “กรณีฐาน” เคยมองโลกในแง่ดีว่า สงครามจะสงบลงอย่างรวดเร็ว และดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโต 3.1% ช่วงปี 2026 โลกอาจต้องร่วงหล่นลงสู่ “ฉากทัศน์เชิงลบ” ที่จะฉุดรั้งให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเหลือเพียง 2.5% ตัวเลขที่หายไป 0.6% นี้ อาจฟังดูเหมือนน้อยในเชิงสถิติ แต่ความเป็นจริง มันหมายถึงเม็ดเงินมหาศาลและการจ้างงานของประชากรทั่วโลก

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่ง จากมุมมองของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF คือบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับนโยบาย “กำแพงภาษี” ของทรัมป์ ที่ชี้ให้เห็นสัจธรรมของกลไกตลาดเสรีว่า การใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองหรือสร้าง “จุดสกัดกั้น” อาจส่งผลดีหรือสร้างความได้เปรียบเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น เพราะระยะยาวมนุษย์และระบบเศรษฐกิจมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด คู่ค้าหรือประเทศที่ได้รับผลกระทบจะไม่ยอมนั่งอยู่เฉย ๆ ให้ถูกบีบบังคับ แต่พวกเขาจะดิ้นรนและปรับตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง

ปรากฏการณ์เด่นชัดสุด คือ การจับมือกันของสหภาพยุโรป (EU) กับภูมิภาคลาตินอเมริกาและอินเดีย เป็นข้อตกลงทางการค้า ที่เคยยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ แต่กลับได้รับการลงนามอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงปีสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อหลบเลี่ยงนโยบายปกป้องการค้าของสหรัฐฯ การสร้างพันธมิตรใหม่และการเร่งพัฒนานวัตกรรมภายในตนเองของประเทศต่าง ๆ ท้ายสุดแล้วจะทำให้เครื่องมือบีบบังคับทางภาษีเหล่านั้น กลายเป็นสิ่งไร้ผลและอาจกลายเป็นการโดดเดี่ยวสหรัฐฯ ออกจากเวทีโลก

จากคำเตือนของ IMF ครั้งนี้ เป็นเหมือนเสียงเตือนสติผู้นำโลกและนักลงทุนว่า ความมั่งคั่งและเสถียรภาพปัจจุบัน ตั้งอยู่บนรากฐานที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง การพึ่งพามาตรการระยะสั้นอย่างการดึงทรัพยากรสำรองมาใช้จนหมดหน้าตัก โดยไม่เร่งแก้ไขความขัดแย้งที่ต้นตอทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการฝืนกลไกการค้าโลกด้วยมาตรการฝ่ายเดียว อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ย้อนกลับมาทำร้าย ระบบเศรษฐกิจของตนเอง และเมื่อเกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” เกิดขึ้นจริง โลกอาจไม่มีเบาะรองรับแล้ว