
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มิ.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยยอมรับว่า งบประมาณของประเทศในปีนี้มีข้อจำกัดจากภาระโครงสร้างที่สืบเนื่องมาเป็นเวลานาน ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณอย่างรอบคอบและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นางศุภจี กล่าวว่า บริบทของประเทศในปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแข่งขันและการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องรักษาสมดุลในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ทำให้ต้นทุนของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าสถานการณ์การสู้รบจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างมาก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง ความจำเป็นในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการที่เศรษฐกิจไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน จึงจำเป็นต้องยกระดับผลิตภาพ พัฒนาอุตสาหกรรม และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับทิศทางของโลก
“รัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่”
นางศุภจี กล่าวต่อว่า จากการรับฟังการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอในการแก้ปัญหาระยะสั้น ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญ แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาหลายเรื่องเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถดูแลทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กัน
สำหรับนโยบายสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการ ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงานผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนทั่วประเทศ
ด้านสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรสร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณ 8-9% ของ GDP แต่มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรมากกว่าร้อยละ 30 ของประเทศ ดังนั้น หากสามารถยกระดับรายได้ภาคเกษตรได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนถึง 1 ใน 3 ของประเทศ
การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะรายสินค้าได้ แต่ต้องปรับทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำต้องปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยกระดับคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทำโซนนิ่ง การผลิตนำตลาด การทำตลาดล่วงหน้า และลดต้นทุนการผลิต
ส่วนกลางน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปรรูปและการสร้าง “ล้งชุมชน” เพื่อรวบรวมผลผลิต เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงตลาด โดยยกตัวอย่างการจัดตั้งล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งภาครัฐเข้าไปสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และการหาตลาดรองรับ
ด้านปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกและการขายล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งรัฐบาลประเมินล่วงหน้าว่าปีนี้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นกว่า 30% และมีแนวโน้มเป็นผลขนาดเล็ก จึงเร่งทำตลาดสำหรับทุเรียนขนาดเล็ก พร้อมส่งทีมไปเจรจาที่หน้าด่านเวียดนาม เปิดช่องทางพิเศษสำหรับการขนส่งสินค้า ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยปีนี้ไม่ประสบปัญหาติดค้างหน้าด่าน
นางศุภจี กล่าวด้วยว่า การที่ไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะการตรวจสารปนเปื้อน ทำให้สามารถรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศไว้ได้ ต่างจากบางประเทศคู่แข่งที่ประสบปัญหาจากการส่งออก เนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานด้านคุณภาพ
“สิ่งที่รัฐบาลทำคือการแก้ปัญหาก่อนเกิดวิกฤต ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงใช้งบประมาณเข้าไปแก้ไข เพราะการบริหารเชิงป้องกันใช้งบน้อยกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า”
สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร แม้บางชนิดปรับตัวลดลง แต่โดยภาพรวมสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะข้าว ซึ่งราคาส่งออกข้าวขาวของไทยปรับจากประมาณ 334 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เป็น 470-480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน สูงกว่าทั้งเวียดนามและอินเดีย สะท้อนผลจากการบริหารจัดการตลาดอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา ผ่านการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีในการติดตามผลผลิต การซื้อนำตลาด และเชื่อมโยงการใช้ข้าวกับหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมราชทัณฑ์และกองทัพ รวมถึงโครงการชะลอการขายและการพัฒนา “New Rice Economy” หรือข้าวเศรษฐกิจอนาคต ส่งเสริมข้าวประณีต และต้องการให้เกษตรกรทดลองปลูกพืชมูลค่าสูงในพื้นที่บางส่วนของแปลง เช่น บริเวณท้ายไร่ พร้อมจัดหาตลาดรองรับล่วงหน้า
พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการนำร่องพัฒนาชุมชนข้าว 200 ชุมชนทั่วประเทศ และได้รับงบประมาณเพิ่มเติมขยายเป็น 466 ชุมชน เพื่อพัฒนาให้แต่ละพื้นที่มีศักยภาพตามความต้องการจริง ทั้งด้านเครื่องจักร การแปรรูป การตลาด และการพัฒนาพันธุ์ข้าว
นางศุภจี กล่าวถึงการพัฒนาเอสเอ็มอี (SMEs) ไทย ว่า ผู้ประกอบการ SMEs คิดเป็นกว่า 99% ของนิติบุคคลทั้งประเทศ และกว่า 22,000 รายจากผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างมูลค่าการส่งออกเพียง 12% และมีสัดส่วนต่อ GDP ประมาณ 35% จึงตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มเป็น 40% ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาสทางการค้า การเข้าถึงตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ที่ผ่านมา กระทรวงได้พัฒนาทักษะผู้ประกอบการแล้วกว่า 55,000 ราย พร้อมศึกษารูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม GP ของแพลตฟอร์มออนไลน์เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ รวมถึงผลักดันการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs
สำหรับการแก้ปัญหานอมินีและทุนสีเทา รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงาน ตั้งแต่การป้องกันการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัญชีม้า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้สามารถลดจำนวนบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 35 พื้นที่ 11 จังหวัด และส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรและกรมที่ดินตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างสมดุลการส่งออก โดยเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ทั้งในประเด็นความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ซึ่งปัจจุบันปิดการเจรจาแล้ว 11 ข้อบท จาก 24 ข้อบท และตั้งเป้าปิดเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 ข้อบทในการเจรจารอบปัจจุบัน
นอกจากนี้ กระทรวงยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการให้บริการภาครัฐ ทั้งตรวจจับความเสี่ยงของบริษัทนอมินี ให้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา แนะนำการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA และตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า
พร้อมบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และจิสด้า (GISTDA) เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เมื่อพบพื้นที่ที่มีปัญหา จะให้พาณิชย์จังหวัดประสานเข้ารับซื้อผลผลิต
ในช่วงท้าย นางศุภจี ยืนยันว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสส. ทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายให้ตอบโจทย์ประชาชนและประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
สภาเปิดถกงบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านลบ. วันแรก! “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจเสี่ยงสูง คาดโต 2.2%
ส่องร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านลบ. เปิดโผ “10 กระทรวง” รับเม็ดเงินสูงสุด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/842435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bsNW8RxKoxUlZT6DS4bJo

