• Mon. Oct 26th, 2026

เศรษฐกิจสหรัฐลุ้นเอไอพลิกเกม ท่ามกลางข้อจำกัดนโยบายทรัมป์ | เดลินิวส์

เศรษฐกิจสหรัฐลุ้นเอไอพลิกเกม-ท่ามกลางข้อจำกัดนโยบายทรัมป์-|-เดลินิวส์เศรษฐกิจสหรัฐลุ้นเอไอพลิกเกม ท่ามกลางข้อจำกัดนโยบายทรัมป์ | เดลินิวส์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง เมื่อปี 2568 ว่า การกลับมาทำเนียบขาวอีกครั้งจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองครั้งใหม่ของสหรัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ทรัมป์และคณะที่ปรึกษายืนยันว่า นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้า เนรเทศผู้อพยพบางส่วนและจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล ตลอดจนผ่อนคลายกฎระเบียบ จะช่วยกระตุ้นการเติบโต ดึงฐานการผลิตกลับสู่สหรัฐ และเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตของเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจสหรัฐอาจกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจริง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากนโยบายของทรัมป์มากน้อยเพียงใด และเป็นผลจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพียงใด เนื่องจากผลกระทบของเอไอต่อการจ้างงาน ราคา และผลผลิตทางเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีทั้งด้านบวกและด้านที่น่ากังวล

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็นตัวชี้วัดมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ในระบบเศรษฐกิจ และอัตราการเติบโตของจีดีพีมักถูกใช้ประเมินความสำเร็จทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเติบโตย่อมมีข้อจำกัดตามธรรมชาติ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ผลผลิตทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ทำงานและผลผลิตเฉลี่ยต่อคน

เมื่อสหรัฐกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัย อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรตามธรรมชาติอยู่ในระดับต่ำ และมีการจำกัดผู้อพยพ เศรษฐกิจจึงไม่อาจขยายตัวได้อย่างรวดเร็วโดยง่าย นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า อัตราการเติบโตพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ภายใต้การจ้างงานเต็มศักยภาพและเงินเฟ้อต่ำอย่างมีเสถียรภาพ อยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี

แม้ทรัมป์ประกาศว่านโยบายของรัฐบาลจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตดังกล่าวได้เป็นสองเท่าหรือมากกว่านั้น แต่ข้อมูลการเติบโตของจีดีพีในแต่ละไตรมาสจนถึงขณะนี้ยังไม่แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนจากช่วงหลายปีก่อนหน้า

นโยบายบางส่วนของรัฐบาลทรัมป์ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยเฉพาะการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในอัตราสูงตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ เมื่อปี 2568 และขยายมาตรการเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ซึ่งทรัมป์คาดว่าจะช่วยลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศและดึงตำแหน่งงานภาคการผลิตกลับมายังสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยยกเลิกภาษีบางส่วน เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐบาลเตรียมนำมาตรการภาษีรูปแบบอื่นมาใช้ทดแทน นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ ยืนยันว่า รัฐบาลยังมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีความมั่นคงและยั่งยืน

หลักฐานเกี่ยวกับการย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐ ยังมีทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างของรัฐบาล ขณะเดียวกัน การนำเข้ายังคงเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับก่อสร้างศูนย์ข้อมูล เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจเอไอ

แม้การนำเข้าจะยังเป็นแรงฉุดในบางด้าน แต่สินค้าจากต่างประเทศเหล่านี้กลับช่วยสนับสนุนการเติบโตอีกทางหนึ่ง โดยการลงทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการแข่งขันเร่งก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเอไอให้รวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ กฎหมายภาษีฉบับสำคัญของทรัมป์ที่เรียกว่า “One Big Beautiful Bill Act” ยังมีมาตรการจูงใจให้บริษัทลงทุนในโครงการด้านทุนและสินทรัพย์ระยะยาว

เม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าสู่ภาคเอไอมีมูลค่ามหาศาลถึงระดับหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม การต่อต้านโครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในระดับท้องถิ่นกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ เนื่องจากประชาชนกังวลถึงผลกระทบต่อชุมชนและค่าไฟฟ้า

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความลำบากให้กับพรรครีพับลิกัน โดยทรัมป์เรียกร้องให้เร่งก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและวิจารณ์ผู้คัดค้าน ขณะที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นต้องเผชิญกับความกังวลของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ การลงทุนของภาคธุรกิจยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อจีดีพี ซึ่งหากไม่มีปัจจัยดังกล่าว การเติบโตของเศรษฐกิจอาจดูซบเซากว่านี้

รัฐบาลทรัมป์มองว่า การขยายตัวของเอไออาจนำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยทรัมป์พยายามใช้คำว่า “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” หรือปัญญาเหนือมนุษย์ เพื่ออธิบายเทคโนโลยีดังกล่าว และให้ความสนใจกับอุตสาหกรรมนี้โดยตรง เนื่องจากเอไอมีความสำคัญทั้งด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

เบสเซนต์มองว่า การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพที่สูงขึ้นอาจช่วยแก้ปัญหาการคลังของประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการลดรายจ่ายอย่างหนัก ขณะที่นายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เห็นว่า ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยชะลอเงินเฟ้อ และเปิดทางให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผลประโยชน์จากเอไอเกิดขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว แม้ข้อมูลล่าสุดจะแสดงให้เห็นผลิตภาพแรงงานต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางช่วง และนักเศรษฐศาสตร์กับผู้นำภาคธุรกิจจำนวนมากเชื่อว่า การนำเอไอมาใช้อย่างแพร่หลายจะเปลี่ยนวิธีทำงานของบริษัทและประชาชนอย่างมาก

ข้อมูลผลิตภาพมีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก เจ้าหน้าที่บางส่วนจึงเห็นว่า การเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นผลจากเอไอโดยตรง แต่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เช่น การสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบดิจิทัล แม้แต่วอร์ชซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อเอไอ ก็ยอมรับว่า ยังไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นเมื่อใดและมีรูปแบบอย่างไร

หากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์และการเติบโตของเอไอช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจได้จริง สหรัฐก็อาจขยายตัวได้รวดเร็วขึ้นโดยมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อน้อยลง อีกทั้งยังลดความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของกำลังแรงงานที่ชะลอตัวหรืออาจหดตัวในอนาคต

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวหมายถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราการเติบโตที่เศรษฐกิจสามารถรักษาไว้ได้ในระยะยาวโดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (ซีบีโอ) และหน่วยงานอื่นยังประเมินว่า แนวโน้มในอนาคตอาจไม่ต่างจากอดีตมากนัก โดยศักยภาพการเติบโตจะค่อย ๆ ลดลงตามการชะลอตัวของประชากร และเศรษฐกิจจะมีเพดานการเติบโตที่ไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 1.8% ต่อปี

แม้การลงทุนด้านเอไอจะเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจที่โดดเด่น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสหรัฐกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองทางเศรษฐกิจตามที่ทรัมป์ประกาศไว้.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6306680/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2vO2-GS0tqSHag99W1yu