รายงานเศรษฐกิจของ OECD ล่าสุดชี้ว่าเศรษฐโลกช่วงครึ่งปีหลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง คือปัญหา Stagflation เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
รายงานเศรษฐกิจของ OECD ล่าสุดชี้ว่าเศรษฐโลกช่วงครึ่งปีหลังเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง คือปัญหา Stagflation เป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
ทำให้ราคาน้ำมันจะยืนในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะสูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นตามเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่สูง ภาวะถดถอยดังกล่าวจะเกิดขึ้นทั่วโลก
ประเทศที่นำเข้าน้ำมันมาก เช่น ไทย จะเปราะบางทั้งต่อการขาดแคลนน้ำมันและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ เพราะทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการคลังจะขาดดุลมากขึ้น กดดันให้เงินทุนต่างประเทศไหลออกและเงินบาทอ่อนค่า นี่คือความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเจอช่วงครึ่งปีหลัง เป็นสิ่งที่ผู้ทำนโยบายต้องตระหนัก ไม่ประมาท และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังต้องบอกว่าท้าทาย พิจารณาจากเศรษฐกิจโลกที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยช่วงครึ่งปีหลังและเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกที่ชัดเจนว่าอ่อนแอ สะท้อนจากตัวเลขทั้งมหภาคและจุลภาค ในระดับมหภาค
แม้สภาพัฒน์ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก แต่ตัวเลขจากแบงค์ชาติล่าสุดเดือนเมษายนให้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน การบริโภคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากเดือนก่อน ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว การส่งออกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า
และที่เพิ่มมากคือ การใช้จ่ายภาครัฐจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่แพงทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 2.8 เดือนพฤษภาคม ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มขาดดุลเดือนเมษายนจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำกระตุ้นให้เงินทุนต่างประเทศไหลออก กดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งอ่อนลงร้อยละ 5.8 ตั้งแต่ต้นปี
ในระดับจุลภาค ความรู้สึกของประชาชนว่าเศรษฐกิจมีปัญหาขณะนี้มีไปทั่ว โดยข้อมูลจาก Ipsos บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก เดือนพฤษภาคม ชี้ว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 71 มองเศรษฐกิจว่าไม่ดี (bad) สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ลดลงมาก
ขณะที่ความรู้สึกของประชาชน (Public Sentiment) เปลี่ยนเป็นลบ จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอน และการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 56 มองว่าประเทศกําลังไปผิดทาง สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ (Public confidence) ที่ลดลง กระทบความต้องการของประชาชนที่จะใช้จ่ายและเพิ่มความกังวลของประชาชนมากขึ้นในเรื่องการมีงานทำ
นี่คือเศรษฐกิจไทยขณะนี้ในความรู้สึกของตลาดการเงินและประชาชน เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ทำนโยบายต้องตระหนัก ไม่ควรหลงทางว่าทุกอย่างกําลังดีขึ้นเพราะมีเงินกู้ให้ใช้จ่าย ปัญหาเศรษฐกิจเราลึกซึ้งกว่านั้น
ในความเห็นของผม แนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยครึ่งปีหลัง บวกกับ ความเสี่ยงที่ภาวะถดถอยจะมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งแก้ยาก จะทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะสามสูงในช่วงครึ่งปีหลัง คือ ราคาน้ำมันสูง อัตราเงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยสูง
นอกจากนี้ สภาพช่องแคบฮอร์มุซที่เหมือนปิดและไม่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายได้เมื่อไรทำให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนในสินค้าที่จำเป็น เช่น ปุ๋ย อาหาร ยารักษาโรค เพราะห่วงโซ่การผลิตสินค้าเหล่านี้ถูกดิสรัปต์จากสงคราม ราคาสินค้าที่จำเป็นในตลาดโลกจะแพงขึ้น
ภาวะสามสูงและราคาสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจะเป็นข้อจำกัดต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังโดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้ามากโดยเฉพาะน้ำมัน เช่น ไทย แรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีมากทั้งต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ฐานะการคลัง ค่าเงิน และทุนสํารองทางการ
ล่าสุดแรงกดดันลักษณะนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในเอเซีย เช่น อินเดีย และอินโดนีเซีย ทั้งสองประเทศนำเข้าน้ำมันมาก ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพและรัฐบาลเลือกที่จะอุดหนุนราคาน้ำมันบางส่วนเพื่อลดผลกระทบ สร้างภาระต่อฐานะการคลัง ราคาน้ำมันที่แพงทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูงขึ้น
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดร้อยละ 4.6 จูงใจให้เงินทุนไหลออกและกดดันให้ค่าเงินอ่อนลง จนรัฐบาลต้องเข้าแทรกแซงและหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงิน แรงกดดันเหล่านี้สะท้อนชัดเจนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพที่มากับวิกฤติราคาน้ำมัน และแรงกดดันคงจะยิ่งมีมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลังเพราะเศรษฐกิจโลกยิ่งชะลอ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
เศรษฐกิจไทยคงหลีกเลี่ยงแรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้เช่นกันในช่วงครึ่งปีหลังเพราะประเทศเราใช้และนำเข้าน้ำมันมาก ไม่ค่อยประหยัดและยังมีมาตรการพยุงราคาน้ำมัน ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาท ทำให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะมีมากขึ้น
ทั้งจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะเพิ่มขึ้นเพราะการส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตามเศรษฐกิจโลก ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ดุลการคลังก็จะขาดดุลมากขึ้นเพราะมีแต่รายจ่ายไม่มีรายได้ รายได้ภาษีลดลงตามเศรษฐกิจที่ชะลอแต่การใช้จ่ายขยายตัวเพราะใช้เงินกู้นอกงบประมาณ เป็นการขาดดุลแฝด หรือ Twin deficits ที่ล่อแหลมต่อปัญหาเสถียรภาพ
เงินทุนต่างประเทศคงไหลออกมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลังจากเศรษฐกิจที่ชะลอและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเทียบกับสหรัฐที่กว้างมาก ทั้งหมดจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ถึงตอนนี้คงมีคำถามในใจหลายคนว่า แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเลวร้ายลงไหม ปรับตัวได้ไหม และจะเกิดเป็นวิกฤติไหม เพราะหลายประเทศก็เจอแรงกดดันลักษณะเดียวกัน
คำตอบคือแรงกดดันเหล่านี้คือการเซาะกร่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องมีการบริหารจัดการ คือต้องเปลี่ยนนโยบายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง เช่น การคลังต้องประหยัด หยุดใช้เงินกู้แบบออกโครงการรายวันเพื่อหาเรื่องใช้เงิน
ควรหยุดการใช้เงินกู้เพื่อลดการขาดดุลการคลัง เรื่องน้ำมันต้องปรับโครงสร้างการใช้จ่ายไปสู่การประหยัด การใช้พลังงานทดแทน และไม่อุดหนุนสิ่งที่ไม่จำเป็น ทั้งหมดเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ถ้าจำได้ วิกฤติปี 40 มาจากเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายเกินตัว ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึงร้อยละ 6-7 ของจีดีพี กระตุ้นโดยการใช้เงินกู้ต่างประเทศ คราวนี้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่แพง ปริมาณพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้นหลังราคาน้ำมันแพงขึ้น คือไม่ลดลง สะท้อนการไม่ประหยัด และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เงินกู้ของภาครัฐ
ถ้านโยบายไม่เปลี่ยน เราคงเห็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เริ่มด้วยแรงกดดันในตลาดการเงิน เช่น การขายสินทรัพย์เงินบาท และแอ็กชันจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และถ้าการขาดดุลแฝดเร่งตัวต่อเนื่องช่วงครึ่งปีหลัง ความไม่สมดุลก็จะยิ่งมาก
ทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าเหมือนยืนอยู่ใกล้ปากเหวของการเกิดปัญหาด้านเสถียรภาพ ซึ่งกรณีเลวร้ายสุดก็คือเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
นี่คือสิ่งที่อยากให้รัฐบาลตระหนัก ไม่อยากให้รัฐบาลประมาทหรือประเมินผิด เพียงเพื่อได้ทำในสิ่งที่ต้องการ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1237370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EUWqQgMu-u6yt7qPiB9xr

