ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดการซื้อขายในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ด้วยบรรยากาศที่ดีขึ้น หลังดัชนีหลักทั้ง 3 ตลาดฟื้นตัวแรงในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. โดย ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 52,573.29 จุด ขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.86% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.96% การฟื้นตัวดังกล่าวช่วยยุติการปรับตัวลงของดาวโจนส์ติดต่อกัน 4 วัน
ปัจจัยบวกสำคัญมาจาก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงจากระดับสูง หลังจากก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจ ทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นและช่วยหนุนตลาดโดยรวม
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของตลาดในวันศุกร์ยังต้องมองว่าเป็น การรีบาวด์ระยะสั้นมากกว่าการยืนยันแนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากตลาดยังมีปัจจัยกดดันสำคัญรออยู่ โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งจะประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15-16 ก.ย. 2569 และประกาศผลในวันที่ 16 ก.ย.
ประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนักมากขึ้นคือ โอกาสที่เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังข้อมูลเงินเฟ้อและราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย PPI เดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความกังวลว่าเฟดอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Reuters ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคาดว่าเฟดจะ คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. แต่ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มดังกล่าวลดลง และมีนักวิเคราะห์จำนวนมากขึ้นที่มองว่าเฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
สำหรับภาพรวมกลุ่มหุ้นในวันที่ 11 ก.ย. หุ้น 9 จาก 11 กลุ่มหลักของ S&P 500 ปิดบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้น 1.35% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 1.13% ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคและเฮลท์แคร์ปรับตัวลงเล็กน้อย สะท้อนว่านักลงทุนกลับเข้าหาหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากภาวะตลาดคลายกังวล
ดังนั้น ก่อนเปิดตลาดวันที่ 14 ก.ย. 2569 ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีโอกาสได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของดาวโจนส์และการลดลงของราคาน้ำมัน แต่ กรอบการปรับขึ้นอาจถูกจำกัดด้วยการรอผลประชุมเฟด นักลงทุนมีแนวโน้มลดการเก็งกำไรและเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากผลการประชุมและถ้อยแถลงของเฟดในสัปดาห์นี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป
ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ทิศทางราคาน้ำมันและสถานการณ์ตะวันออกกลาง, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ, ค่าเงินดอลลาร์ และที่สำคัญที่สุดคือผลประชุม FOMC วันที่ 15-16 ก.ย. ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนอย่างรวดเร็ว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LUGcweYicozmZX4vaM6C5

