• Mon. Sep 7th, 2026

‘อนุทิน’ เมิน ‘สนธิ’ จ้อ ทวงคืนประเทศ-ท้าดีเบต

‘อนุทิน’-เมิน-‘สนธิ’-จ้อ-ทวงคืนประเทศ-ท้าดีเบต‘อนุทิน’ เมิน ‘สนธิ’ จ้อ ทวงคืนประเทศ-ท้าดีเบต

ภายหลังความเคลื่อนไหวของ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงสายที่ผ่านมา ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถูกผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีได้แถลงทวงคืนประเทศไทยในวันเดียวกันนี้หรือไม่ ซึ่งนายกฯ ตอบว่า “ไม่ได้ฟังครับ” 

ส่วนที่ ‘สนธิ’ ระบุว่าหลังวันที่ 14 กันยายนจะยกระดับหากประเด็นการฮั้วสว. นายกฯ ได้แต่หันมาพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “อ๋อครับ” เมื่อถามอีกว่าการได้ท้าให้นายกฯ ดีเบตผ่านทางโซเชียล นายกฯ พยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “ครับ” จากนั้นนายกฯ เดินเข้าในตึกไทยคู่ฟ้าไป 

‘ลลิดา เพริศวิวัฒนา’ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ วิพากษ์วิจารณ์กฎกระทรวงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยระบุในลักษณะว่ารัฐบาลกำลัง ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ ว่า การลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกิจการบางประเภท ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยสละอำนาจในการกำกับเศรษฐกิจให้แก่ต่างชาติ และไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจใดก็ได้โดยเสรี เพราะกฎหมายเฉพาะและอำนาจกำกับตรวจสอบของรัฐยังคงอยู่ 

“ต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน’ กับ ‘ยกอำนาจกำกับให้ต่างชาติ’ เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อธิปไตยทางเศรษฐกิจไม่ได้หายไปเพราะลดใบอนุญาตหนึ่งใบ รัฐไทยยังเป็นผู้กำหนดกติกา ยังมีอำนาจกำกับ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการต่างชาติเช่นเดิม”

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กับ “ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายหรือการกำกับดูแลของรัฐ” การยกเว้นในกิจการที่กำหนดมีเป้าหมายเพื่อลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ซ้ำซ้อนในกรณีที่กิจการนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะหรือกลไกกำกับของหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว ไม่ได้หมายความว่าคนต่างด้าวสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขหรือปราศจากการควบคุม 

“ถ้ารัฐยังเป็นคนออกกฎหมาย กำหนดเงื่อนไข ออกใบอนุญาตตามกฎหมายเฉพาะ ตรวจสอบ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้ จะเรียกว่าเรายกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าวได้อย่างไร สิ่งที่ถูกตัดออกคือขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่อำนาจของรัฐ”

อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือข้อกังวลเรื่อง ‘นอมินี’ การปรับกฎดังกล่าวไม่ได้ทำให้การอำพรางผู้ถือหุ้นต่างชาติกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวยังคงกำหนดความผิดเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนต่างด้าวหลีกเลี่ยงข้อจำกัด หรือการถือหุ้นแทนเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ยังไม่ได้รับอนุญาต กฎกระทรวงที่ออกใหม่ไม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว 

หากกิจการใดกฎหมายเปิดให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยตรง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้นอมินีเพื่ออำพรางสัญชาติผู้ถือหุ้น แต่หากนำบริษัทไปประกอบธุรกิจประเภทอื่นที่กฎหมายยังสงวนหรือมีข้อจำกัด และใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ยังคงเป็นความผิดเช่นเดิม 

“จึงไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากฎกระทรวงนี้ทำให้นอมินีถูกกฎหมาย เพราะไม่เป็นความจริง อะไรที่ผิดกฎหมายอยู่ก่อนก็ยังผิดเหมือนเดิม การลดขั้นตอนทางธุรกิจไม่ได้ลบกฎหมายที่ใช้ป้องกันการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของทุนต่างชาติออกไป”

— ลลิดากล่าว 

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เช่นเดียวกับข้อกังวลเรื่องการฟอกเงิน การโอนกำไร หรือการหลีกเลี่ยงภาษี กฎกระทรวงดังกล่าวไม่ได้ยกเลิกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายภาษี หรืออำนาจตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ได้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายเพียงเพราะมีการลดขั้นตอนการขออนุญาตบางประเภท 

สำหรับข้อกังวลว่าการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจบางประเภทจะกระทบผู้ประกอบการ SME ไทย รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและประเมินผลอย่างจริงจัง ทั้งผลต่อการแข่งขัน การจ้างงาน และผู้ประกอบการไทย แต่การฟันธงล่วงหน้าว่า SME ด้าน HR และ IT ‘จะต้องตายทั้งหมด’ จำเป็นต้องมีข้อมูลทางเศรษฐกิจ แบบจำลองผลกระทบ หรือหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ไม่ควรนำข้อคาดการณ์มาเสนอเสมือนเป็นผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการพิจารณา รัฐบาลได้รับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเคยอยู่ในร่างเดิมได้ถูกตัดออกก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย สะท้อนว่าการพิจารณาไม่ได้เป็นการเปิดทางให้ทุนต่างชาติโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่มีการรับฟังและปรับรายละเอียดก่อนดำเนินการ 

สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อคือการติดตามผลให้ชัดเจนว่าประเทศไทยได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวอย่างไร ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี การแข่งขันที่เป็นธรรม ตลอดจนผลกระทบต่อ SME และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง 

“รัฐบาลไม่ได้บอกว่าทุนต่างชาติไม่ต้องถูกกำกับ และไม่ได้บอกว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย หน้าที่ของรัฐบาลคือเปิดรับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ พร้อมรักษากติกาและระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง แต่การนำเรื่องการลดใบอนุญาตซ้ำซ้อนไปขยายเป็นการ ‘ยกอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้ต่างด้าว’ เป็นข้อสรุปที่เกินกว่าสิ่งที่กฎกระทรวงกำหนด”

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า การตั้งคำถามเรื่องทุนต่างชาติเป็นเรื่องที่ทำได้และรัฐบาลพร้อมรับฟัง ทั้งคำถามว่าคนไทยได้ประโยชน์อะไร SME ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือระบบกำกับที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ แต่การอภิปรายควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ควรทำให้คำว่า ไม่ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” กลายเป็นความหมายว่า “ต่างชาติไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย” 

“วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้ และถามรัฐบาลได้เต็มที่ แต่ต้องวิจารณ์จากสิ่งที่กฎหมายเขียนจริง การลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ไม่ใช่การลดอธิปไตยของประเทศ และการเปิดให้ลงทุนภายใต้กติกา ไม่ใช่การยกอำนาจทางเศรษฐกิจให้ต่างชาติ รัฐยังเป็นคนกำหนดกติกา รัฐยังเป็นคนกำกับ และกฎหมายไทยยังใช้กับทุกคนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย”

— ลลิดา กล่าว 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-government-hits-back-at-sonthi-september-6-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z32UFmLt3O-hCWPt6K-6k

You missed