• Mon. Sep 7th, 2026

‘อุตตม’ ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

‘อุตตม’-ชู-eec-แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า-จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด‘อุตตม’ ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

“อุตตม” สะท้อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว จีดีพีร่วงต่อเนื่องเหลือเฉลี่ย 2.5% ปี 2569 โตรั้งท้ายในอาเซียน ชี้วิกฤติภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วเป็นโอกาสทองครั้งใหญ่ในการเร่งพัฒนาเดินหน้าพื้นที่ EEC  วอนรัฐเร่งยกระดับความพร้อม 4 ด้านหลักรับมือเพื่อนบ้านที่เปิดเกมรุกรวดเร็วเพื่อแย่งชิงทุนต่างชาติ

  • อดีตรมว.คลัง ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง โครงการ EEC จึงถูกผลักดันให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันถือเป็น “โอกาสทอง” ของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • ไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะแรงงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, การแก้กฎระเบียบ และการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน

วันนี้ (7 ก.ย.69) ในงานเสวนาหัวข้อ “EEC NEVER STOPS THE NEXT CHAPTER | อีอีซี ก้าวต่อไป  EEC ไม่เคยหยุดเดินหน้า สู่บทใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก” จัดโดย “EECO” และ Nation Group นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักที่เริ่มอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนกลับไปในช่วง 30–35 ปีก่อน ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมจากการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน แม้จะผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาได้ และฟื้นตัวเติบโตเฉลี่ยที่ 5.3% แต่หลังจากนั้น อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เติบโตเฉลี่ย 3.6% และล่าสุดหลังวิกฤติโควิด-19 (ปี 2565–2567) เติบโตช้าลงเหลือเพียง 2.5% เท่านั้น

ทั้งนี้ความน่ากังวลสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2569 ที่ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอาจอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของอาเซียน 11 ประเทศ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และมาเลเซีย ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วที่ระดับ 5% ขึ้นไป ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการที่ประเทศไทยขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน และทักษะของแรงงานเริ่มตามไม่ทันความต้องการของโลกยุคใหม่

นายอุตตม กล่าวว่า จากปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำลงของประเทศไทยในช่วงปี 2558–2559 จึงเกิดแนวคิดการผลักดันการพัฒนาเชิงพื้นที่จนนำมาสู่การพัฒนาโครงการ EEC เพื่อเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับเมือง คุณภาพชีวิตของประชาชน ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ซึ่งโครงการ EEC ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 โดยสาเหตุที่รัฐบาลในขณะนั้นเลือกการเริ่มต้นโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเพราะมีฐานโครงสร้างเดิมจากยุค Eastern Seaboard (ESB) ทำให้ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ อย่างไรก็ดี ตามหลักการของ พ.ร.บ. EEC มีเป้าหมายที่จะขยายโมเดลนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ เช่น ภาคใต้ (SEC) ภาคเหนือ และภาคอีสาน ด้วยเช่นกัน

ส่วนประเด็นที่เมื่อโลกเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และภูมิเศรษฐศาสตร์ ยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ดั้งเดิมไปสู่การแตกขั้วทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงจากภาวะชะงักงัน เช่น สงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้กลายเป็นโอกาสทองของประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มทุนต่างชาติต่างพยายามมองหาแหล่งลงทุนใหม่เพื่อบริหาร และกระจายความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านเอกลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ และทรัพยากรที่หลากหลายจึงมองว่าเป็นโอกาสในการรับรองการลงทุนของ EEC เช่นกัน

อย่างไรก็ตามโอกาสนี้ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง 2.การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางกายภาพ และระบบการสื่อสารดิจิทัลให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน 3.การแก้ปัญหาเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ ที่ต้องเอื้ออำนวย และยืดหยุ่นพอ และ 4.สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติ

“ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนต่างดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างหนักหน่วงเพื่อแย่งชิงนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้างความพร้อมในทุกด้านเพื่อไม่ให้ตกขบวนการลงทุนระลอกใหม่นี้ ส่วนการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ และมาตรการต่างๆ ให้สามารถดึงการลงทุนได้มากขึ้นสามารถมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้” นายอุตตม กล่าว

สำหรับรูปแบบการลงทุนต้องกลับไปในช่วงเริ่มต้นคิดโครงการ EEC ซึ่งในขณะนั้นเราตระหนักดีว่าต้องการให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ภาครัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการเองทั้งหมดอย่างแน่นอน ด้วยข้อจำกัดนี้ เราจึงตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้นว่า EEC จะต้องขับเคลื่อนภายใต้หลักการ 3 ประสาน หรือ 3P คือ ภาครัฐ (Public) ภาคเอกชน (Private) และภาคประชาชน (People) ที่ต้องก้าวไปด้วยกัน โดยไม่ใช่รัฐเป็นผู้ชี้นำเพียงฝ่ายเดียว และก็ไม่ได้ปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งการลงทุนต่างๆ ทั้งหมดต้องมีการเดินหน้าไปสู่การปฏิบัติจริงจังเพราะหลายประเทศมีการดึงการลงทุนจากต่างชาติเช่นกัน 

สำหรับประเด็นในเรื่องของการลงทุนในพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรมต้องสอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นการดึงอะไรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยหรือในพื้นที่จะต้องตอบโจทย์คนไทย และคนในพื้นที่ เช่น เรื่องนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ได้เห็นแล้วว่าเริ่มเกิดขึ้น และมีการลงมือทำจริง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ

'อุตตม' ชู EEC แก้เศรษฐกิจไทยโตช้า จี้เร่งสปีดรับโอกาสทองช่วงภูมิรัฐศาสตร์โลกเดือด

“การพัฒนาพื้นที่ต้องตอบโจทย์คนในพื้นที่ ไม่ว่าจะทำในพื้นที่ใดของประเทศไทยก็ตาม คนในพื้นที่ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มิฉะนั้นโครงการจะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ผู้ที่เข้ามาลงทุนก็จะไม่พึงพอใจ และสุดท้ายภาคการท่องเที่ยวก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้มีหนทางทำได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะต้องลงลึกในรายละเอียดเพิ่มเติม และผมอยากจะสนับสนุนมุมมองที่ว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พื้นที่อย่างแท้จริง และทำให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้” นายอุตตม กล่าว  

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQHJdZZgUuI1oN48cI4X2

You missed