• Sun. Jun 28th, 2026

สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทยสองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย
สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,113 ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” ยังเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม 

*** เริ่มต้นด้วย “ข่าวดี” ที่พอให้ชื่นใจกันบ้าง สำหรับตัวเลขทิศทางเศรษฐกิจไทย เมื่อ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของแบงก์ชาติ มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี ตามโผที่ตลาดคาดการณ์… งานนี้ กนง. ประเมินว่า GDP ปี 2569 ของไทยมีลุ้นเติบโตขยายตัวดีกว่าคาดขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% พระเอกไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และ เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่วัฏจักรเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประกอบกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง “เริ่มทรงตัว” ต้นทุนพลังงานเลยไม่พุ่งกระฉูดอย่างที่หวั่นใจกันในคราแรก

*** แต่…อย่าเพิ่งย่ามใจไป เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ “แบงก์ชาติ” สะกิดเตือนว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ “ยังไม่ทั่วถึง” พี่น้องชาว SMEs ยังกุมขมับกับข้อจำกัดในการปรับตัว แถมสินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ “ภาคครัวเรือน” ก็เจอกระดูกชิ้นโต ทั้งรายได้ที่โตช้าบวกกับค่าครองชีพที่สูงลิ่ว กดดันกำลังซื้อจนหน้าเขียว ยิ่งหลังสิ้นสุดมาตรการภาครัฐ การบริโภคในประเทศอาจมีเสียวชะลอตัวลงอีกรอบ 

*** ทางด้านตลาดเงิน…ทันทีที่สิ้นเสียงเคาะดอกเบี้ยของ กนง. ค่าเงินบาท ก็ดิ่งพสุธาอ่อนค่าลงไปแตะ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ทุบสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 13 เดือนไปเรียบร้อยโรงเรียนพญาอินทรี ด้านกูรูจาก กรุงศรี โกลบอล มาร์เก็ตส์ มองว่านี่คือ เอฟเฟกต์จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ เพราะตลาดยังผวาแนวโน้มดอกเบี้ยโหดของเฟด (Fed) แต่อย่างไรก็ดี วงในยังคาดว่า กนง.จะตรึงดอกเบี้ยที่ 1.00% ยาวไปอีกหลายไตรมาสเพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจ

*** ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ 

แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเปราะบางจากรายได้ที่ชะลอลง และภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัว และความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง 

*** ขยับจากโหมดปากท้อง มาที่ “โหมดระทึก” ฝั่งการเมืองและกฎหมายกันบ้าง ไฮไลต์ที่ทำเอาคนในทำเนียบรัฐบาล ตื่นตัวกันสุดๆ คงหนีไม่พ้นคดีที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” สั่งยุติการหาข้อมูล และล็อกคิวนัดลงมติชี้ชะตาในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรณี สส. 133 คน ยื่นสกัด “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ของรัฐบาล เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

*** ปมร้อนอยู่ที่การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าด้วยคำว่า “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” ฝ่ายค้านมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ขนาดที่จะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯ ควรไปว่ากันตามช่องทางปกติในรูปพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มากกว่า… ขณะที่ฝั่งรัฐบาลยันหัวชนฝา ถ้าไม่กู้เงินก้อนนี้มาสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต และรองรับเป้าหมาย Net Zero ประเทศไทยจะตกขบวนการแข่งขันระดับโลกแน่นอน 

*** งานนี้บอกเลยว่า “เดิมพันสูงลิ่ว” ของจริง เพราะคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาทั้งอนาคตเมกะโปรเจกต์พลังงาน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ “เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลอนุทิน 2” ในช่วงครึ่งปีหลัง… หากศาลมองว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาเมื่อไหร่ แรงกระเพื่อมทางการเมือง และเก้าอี้รัฐมนตรีมีสะเทือนเลื่อนลั่นแน่นอน สายตาจากภาคธุรกิจและนักลงทุนจึงจับตากันตาไม่กะพริบ

                                          สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

*** ปิดท้ายกันที่ปฏิทินข่าว… โรงพยาบาลลำปาง ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสิทธิเกษม ระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00-18.00 น. ณ ลานพักคอย โรงพยาบาลลำปาง
 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/662568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K-7hU0_6vWYxh7aLaesfk