นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเปรียบสถานการณ์ดังกล่าวเสมือนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับประชาชน ซึ่งแบ่งผู้ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ็บหนัก (สีแดง) กลุ่มบาดเจ็บปานกลาง (สีเหลือง) และกลุ่มบาดเจ็บเล็กน้อย (สีเขียว)

กลุ่มสีแดง เปรียบเสมือนผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดและต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน รัฐบาลดูแลคนกลุ่มนี้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เพื่อเป็นการปฐมพยาบาลและประคองอาการชั่วคราว เช่น การให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เพื่อลดภาระค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง

กลุ่มสีเหลือง เปรียบเสมือนผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน ซึ่งได้รับผลกระทบแต่ยังพอรับมือได้ รัฐบาลดูแลผ่านมาตรการด้านสินเชื่อต่าง ๆ เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยให้รับมือกับวิกฤตครั้งนี้

ส่วน กลุ่มสีเขียว เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบและประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลดูแลผ่านมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุน เช่น การปรับปรุงเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้ลงทุนและสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ ไม่ให้ลดระดับไปเป็นกลุ่มสีเหลืองหรือสีแดงในอนาคต

“กระทรวงการคลังได้คัดกรองสถานะผู้ป่วย (Triage) หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือ หรือจ่ายยาได้ตรงจุดและคุ้มค่างบประมาณให้มากที่สุด” นายวินิจ กล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังวางเป้าหมายให้กลุ่มสีแดงหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยับขึ้นเป็นกลุ่มสีเหลืองที่ดูแลตนเองได้ และผลักดันกลุ่มสีเหลืองให้เข้มแข็งจนขยับขึ้นเป็นกลุ่มสีเขียว ซึ่งสามารถรับมือกับวิกฤตได้ ส่วนกลุ่มสีเขียวต้องส่งเสริมให้ออมมากขึ้น เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมอายุยืน (Longevity)

นายวินิจ กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจเปรียบเหมือนอุบัติเหตุหมู่ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัด การแยกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนจึงช่วยให้จัดทำมาตรการได้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม และลดปัญหาการเรียกร้องมาตรการที่ไม่ตรงกับสถานะของตน เช่น กลุ่มสีเหลืองต้องการได้รับสิทธิของกลุ่มสีแดง

“การออกมาตรการช่วยเหลือต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะทรัพยากรของรัฐบาลมีจำกัด เปรียบเหมือนมีหมอ พยาบาล และยาไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมการในภาพรวมไว้แล้ว เพื่อยกระดับเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ” นายวินิจ กล่าว