• Wed. Sep 23rd, 2026

ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

ธนาคารโลกแนะไทยปั้น-‘เมืองแห่งอนาคต’-กระจายเศรษฐกิจ-ดัน-gdp-โต-5.4%ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

เจาะรายงานแผนพัฒนาเมืองธนาคารโลก ชี้ลงทุนใน “กรุงเทพฯ” ดันเศรษฐกิจโตแค่ระยะสั้น แนะไทยต้องเร่งปลดล็อกศักยภาพเมืองรอง กระจายเม็ดเงินปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันประเทศหลุดกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2580

การผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ และห่างไกลจากสมมติฐานที่จะต้องโตให้ได้ 5.4% ต่อปี  

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 ธนาคารโลกร่วมกับหน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ได้เปิดตัวรายงาน “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) ซึ่งรายงานฉบับนี้เสนอมุมมองเชิงพื้นที่ โดยระบุว่าการพัฒนาเมืองจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

อเลฮานโดร อัลคาลา เกเรซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทย และเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวเปิดการรายงานว่า แนวทางที่เสนอในรายงานฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องทิ้งการเติบโตของกรุงเทพฯ เพื่อไปสร้างเมืองใหม่ เพราะกรุงเทพฯ ยังต้องทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมตลาดโลก และศูนย์กลางนวัตกรรม 

“เราต้องสร้างเมืองรองให้แข็งแกร่งเพื่อทำหน้าที่เกื้อหนุนกัน ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นรับมือภัยพิบัติ และมีสถาบันท้องถิ่นที่เข้มแข็ง”

วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองยุคใหม่ต้องมองข้ามเส้นแบ่งเขตปกครองทางกายภาพ ตามขอบเขตอำนาจ แล้วหันมาพัฒนาเป็น “กลุ่มเมือง” (Cluster) โดยใช้เศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) ช่วยดึงดูดคนเก่ง และเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในพื้นที่ 

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูง การผลักดันจีดีพีให้โตเกิน 5% เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญว่า “เมืองคือคน” 

“การพัฒนาจึงไม่ควรเป็นเพียงการสั่งการจากส่วนกลางเหมือนในอดีต แต่ต้องกระจายอำนาจ ดึงประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมโหวต เพื่อสร้างเมืองที่ทุกคน ทุกวัย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และยั่งยืนในเมืองของตนเอง” เอ็นนู กล่าว

สตีเวน หลุยส์ รูบินยี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองของธนาคารโลก และผู้เขียนหลักของรายงาน “Thailand Cities of the Future” เปิดเผยว่า พื้นที่เมืองของไทยเป็นแหล่งกำเนิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึงเกือบ 90% และเป็นฐานรองรับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน, เกษตรอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

กรุงเทพฯ ถึงทางตัน ยิ่งลงทุน ยิ่งได้น้อย

กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลยังคงเป็นเมืองหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือราว 7.1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) จากต้นทุนการกระจุกตัวที่สูงเกินไป หรืออธิบายง่ายๆ ว่ายิ่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม ยิ่งได้ความคุ้มค่ากลับมาน้อยลง

สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองที่มีความซับซ้อน ปัญหาการจราจรแออัดในกรุงเทพฯ คิดเป็นต้นทุนความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 7–10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับภาค (GRP) ต่อปี หรือมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

แม้กรุงเทพฯ จะมีขนส่งมวลชนที่สะดวกอย่างรถไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริงมีประชากรเมืองเพียง 28.9% ที่เข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าได้ในระยะ 1 กิโลเมตร 

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 3% ของ GDP รวมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนวันที่ร้อนจัดจะเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 300 วันต่อปี ในช่วงกลางศตวรรษ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของ GDP กรุงเทพฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจาก 3.5–3.7% เหลือเพียงกว่า 2% ในอนาคต 

ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

ปลดล็อกเมืองรองจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ

ในทางกลับกัน เมืองรองยังมีผลิตภาพแฝงที่ยังไม่ได้ถูกดึงมาใช้ประโยชน์เต็มที่ ในรอบ 20 ปี ความหนาแน่นประชากรในเมืองรองเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ศักยภาพการสร้างรายได้ของคนในพื้นที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานเมืองในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยมีความยืดหยุ่นของค่าจ้างต่อความหนาแน่น (Density-Wage Elasticity) อยู่ที่ 8.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ระหว่าง 12–19% 

จากการใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ประเมินการลงทุนใน 75 เมืองทั่วประเทศ ธนาคารโลกพบว่า วงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” (Tipping Point) ที่ให้ผลลัพธ์ต่างกัน 3 รูปแบบ ได้แก่

1.แผนเน้นเมืองรอง (อัดฉีดเมืองรอง 80% / กรุงเทพฯ 20%) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว โดยจะช่วยดันให้ GDP ต่อหัวระดับชาติเพิ่มขึ้นถึง 12.4% ภายในปี 2593

2.แผนเน้นกรุงเทพฯ (กรุงเทพฯ 80% / เมืองรอง 20%) GDP ต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 11.6% แผนนี้เศรษฐกิจจะโตเร็วกว่าในช่วง 15 ปีแรก แต่หลังจากนั้นจะถูก “แผนเน้นเมืองรอง” เร่งแซงหน้าไปในที่สุด

3.แผนแบ่งครึ่ง (50/50) เป็นแผนที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดเพียง 10.9% เพราะเม็ดเงินถูกกระจายมากเกินไป จนไม่เกิดการเกาะกลุ่มทางเศรษฐกิจในพื้นที่ใดเลย

ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

5 เสาหลักสร้าง “ระบบเมืองหลายศูนย์กลาง” 

ธนาคารโลกย้ำว่า การดันเมืองรองไม่ได้หมายถึงการทิ้งกรุงเทพฯ แต่เป็นการทำให้กรุงเทพฯ บริหารจัดการได้ดีขึ้น ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายเมืองรองให้เกื้อหนุนกัน ผ่าน 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

1.ดึงจุดเด่นที่ต่างกัน สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ชลบุรีและนครปฐมเน้นอุตสาหกรรม เชียงใหม่และภูเก็ตเน้นท่องเที่ยว ขอนแก่นและหาดใหญ่เน้นการแพทย์และศูนย์ประชุม

2.เพิ่มผลิตภาพพื้นที่ ยกระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินเมือง เพื่อดึงดูดแรงงานทักษะสูง

3.เชื่อมโยงไร้รอยต่อ พัฒนาระบบขนส่งมวลชนภายในเมือง โครงข่ายระหว่างเมือง และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

4.โครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ การออกแบบระบบให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ต้น แม้เพิ่มต้นทุน 3% แต่ป้องกันความสูญเสียมหาศาลได้ในระยะยาว

5.สถาบันท้องถิ่นเข้มแข็ง ต้องเร่ง “กระจายอำนาจทางการคลัง” เปิดทางให้เทศบาลสามารถกู้เงินมาพัฒนาเมืองได้ภายใต้กรอบกติกาที่ชัดเจน และการถอดบทเรียนเชิงพื้นที่จากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ทำให้มีแผนการพัฒนาในระยะยาว

ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

เร่งทำเมืองให้พร้อมรับ “สังคมสูงวัย” 

รายงานฉบับนี้ยังระบุถึงความท้าทายใหญ่เรื่องโครงสร้างประชากร โดยคาดว่าวัยทำงานของไทยจะหดตัวลงเกือบ 30% ภายในปี 2603 ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ดังนั้น ท้องถิ่นต้องเร่งปรับตัวสร้าง “เมืองที่พร้อมสำหรับผู้สูงวัย” เพื่อรักษาผลิตภาพแรงงาน และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1253111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZEFn9opm8KinrTYXb77PA