• Sat. Aug 1st, 2026

ส.ประกันชีวิต คาดธุรกิจ H2/69 โต 2.5-3.5% หนุนปีนี้โตตามเป้า เทรนด์สุขภาพ-สังคมสูงวัย ดันดีมานด์ แม้ศก.ผันผวน : อินโฟเควสท์

สประกันชีวิต-คาดธุรกิจ-h2/69-โต-25-35%-หนุนปีนี้โตตามเป้า-เทรนด์สุขภาพ-สังคมสูงวัย-ดันดีมานด์-แม้ศก.ผันผวน-:-อินโฟเควสท์ส.ประกันชีวิต คาดธุรกิจ H2/69 โต 2.5-3.5% หนุนปีนี้โตตามเป้า เทรนด์สุขภาพ-สังคมสูงวัย ดันดีมานด์ แม้ศก.ผันผวน : อินโฟเควสท์

สมาคมประกันชีวิตไทย ประเมินภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโต โดยยังคงเป้าหมายการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตปี 69 ที่ 2.50–3.50% เพิ่มขึ้นจากปี 68 แม้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงกระแสการใส่ใจสุขภาพของประชาชน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ประกันชีวิตและประกันสุขภาพเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย คาดว่าอัตรการเติบโตของเบี้ยประกันชีวิตปี 69 อยู่ที่ 2.5-3.5% ในระดับเดียวกับภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิต ขณะที่คาดว่าเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งปี 69 อยู่ที่ประมาณ 693,000-7000,000 ล้านบาท

*ปัจจัยหนุนธุรกิจครึ่งปีหลัง

ธุรกิจประกันชีวิตในช่วงครึ่งปีหลังยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชน การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและสำนักงาน คปภ. ที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงการประกันชีวิตของประชาชน

*ความท้าทายและปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องติดตามและบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจทำประกันชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย การปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว

* เบี้ยประกันรับรวม H1/69 โต 4.57%

ในช่วงเดือนมกราคม –มิถุนายน 2569 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) จำนวน 341,522.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.57% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 93,739.94 ล้านบาท ลดลง 1.22% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) จำนวน 247,782.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.94% โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ 84%

สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก (First Year Premium) จำนวน 68,011.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.10% และเบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) จำนวน 25,728.38 ล้านบาท ลดลง 19.54%

* ช่องทางจำหน่ายหลัก

เมื่อพิจารณาตามช่องทางการจำหน่าย พบว่า ช่องทางตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังคงเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ ขณะที่ช่องทางธนาคาร (Bancassurance) นายหน้าประกันชีวิต (Broker) ช่องทางดิจิทัล (Digital)การขายผ่านโทรศัพท์ (Telemarketing) และช่องทางอื่น ๆ ต่างมีการเติบโตตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

– ตัวแทนประกันชีวิต (Agency) เบี้ยประกันภัยรับรวม 164,701.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.75% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 48.23%

– ธนาคาร (Bancassurance) เบี้ยประกันภัยรับรวม 140,093.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.47% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 41.02%

– นายหน้าประกันชีวิต (Broker) เบี้ยประกันภัยรับรวม 20,342.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.14% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 5.96%

– โทรศัพท์ (Telemarketing) เบี้ยประกันภัยรับรวม 6,798.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.43% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 1.99%

– ดิจิทัล (Digital) เบี้ยประกันภัยรับรวม 1,331.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.53%เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 0.39%

– ช่องทางอื่น ๆ (Others) เบี้ยประกันภัยรับรวม 8,252.63 ล้านบาท ลดลง 8.30% เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดคิดเป็น 2.42%

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยประชาชนไม่ได้เลือกซื้อประกันชีวิตเพียงเพื่อความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น

* ผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ 

สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับ 63,643.08  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.96% สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของประชาชน ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพล่วงหน้า

 – ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.67% จากการเตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณของประชาชนในสังคมสูงวัย

ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 27,477.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.55% สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล

“ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจประกันชีวิตยังคงยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อยืนหยัดเคียงข้างและสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงให้แก่คนไทยในทุกช่วงชีวิต” นางนุสรา กล่าว

โดย รัชดา คงขุนเทียน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624527&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TIICIRVxFz1o-9cJe9Puy