• Sat. Aug 1st, 2026

‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย ขายเครดิตรถเมล์ EV – พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย-ขายเครดิตรถเมล์-ev-–-พันธบัตรยั่งยืน-ขสมก.-บลู-อีโคโนมี‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย ขายเครดิตรถเมล์ EV – พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

ความท้าทาย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทยและอาเซียน ทำให้การมองหาเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจจะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หรือ เศรษฐกิจมหาสมุทรที่ยั่งยืน หมายถึง แนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล มหาสมุทร ชายฝั่ง รวมถึงแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และยกย่องคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน

จากรายงานฉบับล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา”( OECD ) เรื่อง Financing Southeast Asia’s Blue Economy: Development Assistance and Beyond ระบุว่า   เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นทั้งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และก็เป็นแหล่งของความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย ทั้งนี้หากนับอัตราการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน กับกลุ่มโอเชียเนียแล้วก็จะพบว่า มีส่วนแบ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินมากถึง 7.4% เมื่อปี 1995 และเพิ่มเป็น 10.7% ในปี 2019

สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)คิดเป็น 30% ของจีดีพีและมีสัดส่วนสร้างการจ้างงานประมาณ 25% ของแรงงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มี สถานะทรัพยากรประมงค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยคะแนน Fish Stock Status ของไทยอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าปลาที่จับได้จำนวนมากมาจากแหล่งประมงที่ถูกใช้ประโยชน์เกินขนาด (overexploited) หรือเสื่อมโทรมแล้ว

OECD ยังระบุว่าการใช้พลาสติกในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ภายในปี 2050 อาเซียนอาจเป็นแหล่งรั่วไหลของพลาสติกสู่ทะเลเกือบ 35% ของโลก ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเร่งพัฒนาระบบจัดการขยะและลดมลพิษทางทะเล

ทั้งนี้ ไทยอยู่ในกรอบความร่วมมือ ASEAN Blue Economy ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนที่ดำเนินงานภายใต้ ASEAN Leaders’ Declaration on the Blue Economy (2021)

และ ASEAN Blue Economy Framework (2023) โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ,การลงทุนสีฟ้า (Blue Finance) ,การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

รายงานระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี ช่องว่างด้านเงินลงทุน (Blue Finance Gap) สูงถึงประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030 โดยไทยจะต้องอาศัยแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากกว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) เช่น Blue Bonds,Blended Finance,Blue Carbon Debt-for-Nature Swap เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านท่าเรือ พลังงานนอกชายฝั่ง การจัดการขยะ และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

        “Blue Economy มีบทบาทสูงมากต่อเศรษฐกิจไทย (ประมาณ 30% ของ GDP) ทรัพยากรประมงของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการใช้ประโยชน์เกินขนาดไทยควรเร่งลงทุนด้านเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน ลดมลพิษพลาสติก และพัฒนากลไกการเงินสีฟ้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว” 

         นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง  ให้การต้อนรับนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ในการหารือแนวทางความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งสีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง ว่า ด้านการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขนส่งของประชาชน

ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งให้ได้ 41 ล้านตันคาร์บอน หรือคิดเป็น35% ของเป้าหมายประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030 เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) 

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ไทยขอบคุณสมาพันธรัฐสวิสที่ให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทยในการดำเนินโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางสาธารณะเป็นรถโดยสารไฟฟ้า (Bangkok E-Bus Programme) จำนวน 3,100 คัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตได้รวมกว่า 500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 อันเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนคมนาคมสีเขียวของประเทศไทย

นายเปโดร ระบุว่าความสำเร็จของประเทศในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบ Mode Shift หรือการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการขนส่งทางถนนถึง 3 – 5 เท่า และยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งต่อตันต่อกิโลเมตรได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมแสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี หากประเทศไทยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งเพิ่มเติมในอนาคต

      ด้านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ระบุว่า การเสนอขาย “พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน” (Sustainability-Linked Bond) ประจำปี 2569 เป็นครั้งแรก อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.74% ต่อปี วงเงินเสนอขาย 4,500 ล้านบาท โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ผู้จัดการการจัดจำหน่าย)  โดยได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม มียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าเสนอขายถึง 1.65 เท่า

 การระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้รับการค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ซึ่ง ขสมก. จะนำเงินไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ และเดินหน้าเป้าหมายสำคัญ (KPI) คือการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน มาให้บริการทดแทนรถโดยสารเดิม

'ทุนธรรมชาติ'เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย  ขายเครดิตรถเมล์ EV - พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39abCZ6O-6WDIpfEiwhRPn