นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเปิดฉาก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ปีนี้ ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลวอชิงตันกับรัฐบาลเตหะรานยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่แปด โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสู้รบทางทหาร แต่ขยายเป็นสงครามเศรษฐกิจที่รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้การปิดล้อมและมาตรการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือกดดันให้อิหร่านยอมอ่อนข้อเรื่องโครงการนิวเคลียร์และเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ทว่าแม้เศรษฐกิจจะเสียหายหนักขึ้น เตหะรานก็ยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะยอมจำนน
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐให้น้ำหนักกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจมากกว่าการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ แม้มีรายงานว่ากองทัพสหรัฐเตรียมแผนโจมตีต่อเนื่องสามวันไว้แล้วก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ทรัมป์กล่าวว่าจะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันอย่างได้ผล แต่ยืนยันว่า มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านจะยังมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือมาตรการกดดันการคลังสหรัฐ ซึ่งมุ่งตัดช่องทางการเงินที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลเตหะราน ผ่านการคว่ำบาตรบุคคล บริษัท และเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทางทหารของอิหร่าน โดยกระทรวงการคลังยังประกาศคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันอีก 17 ลำ ซึ่งระบุว่าเกี่ยวข้องกับกองเรือเงาที่ใช้ขนส่งน้ำมันอิหร่านเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ที่ผ่านมา อิหร่านพยายามหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรผ่านกองเรือเงา การปิดระบบระบุตำแหน่งเรือ การถ่ายน้ำมันกลางทะเล และช่องทางชำระเงินนอกระบบธนาคารตะวันตก โดยมีจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ แต่การปิดล้อมทางทะเลสร้างอุปสรรคที่ยากจะหลบเลี่ยง เพราะกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโดยตรง ข้อมูลจากเคปเลอร์ระบุว่า อิหร่านไม่ได้บรรทุกน้ำมันดิบเพื่อส่งออกเลย นับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา
ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในเศรษฐกิจภายในประเทศ กำลังการผลิตน้ำมันดิบลดลงราวครึ่งหนึ่ง ขณะที่ข้อมูลของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เศรษฐกิจหดตัวในอัตรา 10% ต่อปี ระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย. ส่วนเงินเฟ้อพุ่งแตะ 90% ในเดือนก.ย. และมีค่าเฉลี่ย 73% ตลอดปีที่ผ่านมา รายได้จากเงินตราต่างประเทศที่ลดลงยิ่งซ้ำเติมทุนสำรอง กดดันค่าเงินเรียล และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน

แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก อิหร่านยังไม่ยอมผ่อนปรนจุดยืนเรื่องโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่การเจรจาเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์มองว่าโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์และการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างเข้มงวดช่วยให้รัฐบาลรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่รัฐบาลวอชิงตันคาดการณ์ไว้
รัฐบาลเตหะรานยังใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เป็นเครื่องมือต่อรอง ความไม่แน่นอนด้านการเดินเรือทำให้สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรทางทหารเพื่อรักษาการปิดล้อมและคุ้มกันเรือ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ยังสูงกว่าช่วงก่อนสงครามก็เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในวันที่ 3 พ.ย. นี้

ความขัดแย้งกำลังกลายเป็นการแข่งขันว่าใครจะทนต่อแรงกดดันได้นานกว่ากัน แม้คนใกล้ชิดทรัมป์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามว่า การใช้กำลังทหารจะเปลี่ยนการตัดสินใจของอิหร่านได้จริงหรือไม่ แต่ยังมีฝ่ายที่เชื่อว่าการโจมตีอย่างหนักในระยะสั้นอาจเร่งให้อิหร่านอ่อนกำลังลง
สำหรับรัฐบาลเตหะราน การต่อต้านไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีและความอยู่รอดของระบอบ ขณะที่ทรัมป์มองว่า การปิดล้อมเป็นทางเลือกแทนการกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจอิหร่านจะทรุดหนักจนรัฐบาลต้องยอมถอยก่อนหรือไม่ หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจและต้นทุนของสงครามจะทำให้ทั้งสองฝ่ายหันกลับสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง ก่อนที่ความเสียหายจะเกินกว่าจะรับไหว.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6261326/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qjZ0UeTXeLPWEggJ9ad85

