• Sat. Oct 31st, 2026

วัดฝีมือ1ปีของ ‘วิทัย รัตนากร’ พลิกเกมแบงก์ชาติ:ขยับบทบาทปลดล็อกปมศก.ไทย

วัดฝีมือ1ปีของ-‘วิทัย-รัตนากร’-พลิกเกมแบงก์ชาติ:ขยับบทบาทปลดล็อกปมศก.ไทยวัดฝีมือ1ปีของ ‘วิทัย รัตนากร’ พลิกเกมแบงก์ชาติ:ขยับบทบาทปลดล็อกปมศก.ไทย

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ผ่านการดำเนินนโยบายการเงิน การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยน และการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่กับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ‘อัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ เป็นเครื่องมือหลักในการส่งผ่านทิศทางนโยบายไปยังต้นทุนทางการเงิน การตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของธนาคารกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น เมื่อเศรษฐกิจเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ธปท.ยังมีเครื่องมือและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ และบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่กับการกำกับดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ความเปราะบางสะสมขยายวงจนกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ การรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินกับการประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเติบโต ภาระหนี้ และความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งเหล่านี้ถูกยกเป็น ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไทยไม่ให้สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น บทบาทของ ธปท.จึงไม่ได้วัดเพียงการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย แต่ยังรวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับปัญหา และการปรับแนวทางกำกับดูแลให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินที่ซับซ้อนขึ้นด้วย

จากรักษาเสถียรภาพ สู่โจทย์แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ

เมื่อพิจารณาจากภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย จะเห็นได้ว่าไทยยังมีภูมิคุ้มกันในระดับที่ช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกได้ระดับหนึ่ง ทั้งเสถียรภาพด้านราคา ระบบการเงิน และฐานะภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การมีเสถียรภาพที่แข็งแรงไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะภายใต้ตัวเลขที่สะท้อนความมั่นคงในภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน และกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว

โจทย์ดังกล่าวกำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบทบาท ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือที่เรียกติดปากกันว่า แบงก์ชาติ โดยเฉพาะภายใต้การนำของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี กับความพยายามขยับกรอบการทำงานจากการมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินเป็นหลัก ไปสู่การมีส่วนร่วมในการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

จากบริบทและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ธปท.จึงได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดำเนินงาน โดยเพิ่มความสำคัญกับการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งยังคงเป็นพันธกิจหลักของ ธปท. (core mandate) ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการออกมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เมื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของเรายังไม่ได้เป็นปัญหา ธปท.จึงได้ขยายบทบาทการทำงานมากขึ้น โดยมุ่งสู่ 2 ด้านสำคัญ นั่นคือ การประคับประคองเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

วิทัย ชี้ว่า ปัจจุบันเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่มีปัญหา แต่ ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังเชื่อว่าควบคุมได้ แต่ขณะนี้เศรษฐกิจโตต่ำเกินไป ถ้าปล่อยไว้รายได้ครัวเรือนจะติดลบ ต่อไปจะเกิดปัญหาหนี้เสีย (NPL) ประเทศจะไม่มีกำลังซื้อ สุดท้ายจะกลายเป็นวงจรปัญหาอย่างนี้วนไป ธปท.เห็นความจำเป็นในส่วนนี้จึงได้ขยายบทบาทไปสู่การเข้ามาช่วยประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะตรงนั้นไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. เป็นหน้าที่ของรัฐบาล และอีกหน้าที่คือการเข้ามาร่วมช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหาสะสมมานาน และเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ ‘เราต้องช่วยกัน’

ภายใต้บริบทดังกล่าว การขยับบทบาทของ ธปท. ไม่ใช่การลดทอนความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพ แต่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับภารกิจที่ต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการเข้าไปแก้ข้อจำกัดที่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการได้ ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อ การเข้าถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอีที่ยังไม่ทั่วถึง ตลอดจนต้นทุนทางการเงินและความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน

นั่นอาจจะสะท้อนถึงภาพ 1 ปีของการทำหน้าที่ผู้ว่าการ ธปท.ของ วิทัย ที่จะเป็นจังหวะสำคัญในการประเมินว่าการปรับทิศทางจากการดูแลเสถียรภาพเพียงด้านเดียว ไปสู่การประคับประคองเศรษฐกิจควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จะสามารถเปลี่ยนบทบาทของธนาคารกลางให้เข้าใกล้ปัญหาที่ภาคธุรกิจและประชาชนเผชิญอยู่ได้มากเพียงใด และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีแรงขับเคลื่อนในระยะยาวได้จริงหรือไม่

ประเมินผลงาน-ให้คะแนนการทำงาน 1 ปี

การขยับบทบาทของ ธปท.ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความพยายามปรับแนวทางการทำงานให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป และเมื่อต้องประเมินผลงานของตัวเอง วิทัย ชี้ว่า การดำเนินงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปตามที่ได้แสดงในวิสัยทัศน์ในช่วงการสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ได้ค่อนข้างมากแล้ว พร้อมย้ำเจตนารมณ์ในการใช้บทบาทของธนาคารกลางเข้ามาช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้มากกว่าระดับ 2% ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการเพิ่มรายได้ของเอสเอ็มอีและกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

โดยมองว่าสิ่งที่ดำเนินการมาแล้วถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและสะท้อนให้เห็นพอสมควร แต่! ยังจำเป็นต้องเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทิ้งท้ายถึงการประเมินผลงานและให้คะแนนจากการทำงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า ‘ควรเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตัดสิน’

“ผมให้ความสนใจกับปัญหาในประเทศเป็นสำคัญ และผมคิดว่าเราบริหารจัดการ และแก้ปัญหาร่วมกันกับทุกคนได้เมื่อบริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ธปท.ก็ต้องปรับองค์กรอยู่พอสมควร ซึ่งมันแสดงให้เห็นแล้วว่า เราเปลี่่ยนได้ และเราทำหน้าที่ควบคู่กันไปได้ ทั้งเรื่องการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผมรับหน้าที่เข้ามาทำงานตรงนี้ ผมก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทุกอย่าง และผมยังพร้อมที่จะวิ่งไปเรื่อยๆ ต่อไป” วิทัย กล่าว

สำหรับการทำงานในปีที่ 2 นั้น ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า จะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ทุกอย่างภายใต้หลังคาของ ธปท.อย่างเต็มที่เหมือนเดิม และยืนยันที่จะเดินหน้าลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในตอนนี้แก้ได้ด้วยการลงมือทำ เน้นการดำเนินงานแล้วเกิดผลลัพธ์ที่มีอิมแพกต์ ทุกอย่างต้องชัดเจน และแน่นอนว่าเจตนารมณ์ในการทำงานก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่ต้องควบคู่มากับการประคับประคองเศรษฐกิจ สุดท้ายยังอยากเห็นภาพ ‘คนไทยหายจน’ เกิดขึ้นได้จริง

กางผลงาน 1 ปี ‘วิทัย รัตนากร’

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา การขยับบทบาทของ ธปท. ภายใต้การนำของ วิทัย ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการประกาศทิศทางหรือปรับแนวคิดการทำงาน แต่สะท้อนผ่านการดำเนินนโยบายการเงินและมาตรการเฉพาะจุดที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจในหลายด้าน ตั้งแต่การลดต้นทุนทางการเงิน การบรรเทาภาระหนี้ครัวเรือน ไปจนถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนของเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ ธปท.พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขในช่วงที่ผ่านมา

วิทัย เดินเครื่องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับสถาบันการเงินใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3.ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน และ 4.การป้องกันเงินเทาและการทุจริต ผ่านการออกมาตรการสำคัญถึง 18 มาตรการ ประกอบด้วย การแก้หนี้ครัวเรือน เช่น โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่ร่วมกับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ไปแล้วกว่า 182,000 บัญชี จากเป้าหมาย 200,000 บัญชีในปีนี้ และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตที่ 8% ซึ่งช่วยคงสภาพคล่องให้ลูกหนี้ราว 2,000,000 บัญชี

ในส่วนของการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาติดลบติดต่อกันถึง 17 ไตรมาสนั้น ธปท.ได้ดำเนินการช่วยเหลือผ่านโครงการ SMEs Credit Boots ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงด้านเครดิต มียอดปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และโครงการ SMEs Secure Plus เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยผ่อนปรนให้สถาบันการเงินพิจารณาหลักประกันอื่นๆ ร่วมกับกระแสเงินสด

ด้าน Fairness การใช้บริการทางการเงิน เช่น ลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและเอสเอ็มอีได้ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี อีกด้านสำคัญ คือ เงินเทา/คอร์รัปชันผ่านระบบการเงิน ที่ ธปท.ดำเนินการผ่านการกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการมูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2569, การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับ ม.ค.2569

ตลอดจนได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ในงานประชุม IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ที่ผ่านมา

เดินหน้าผุดอีก 5 มาตรการใหม่

แม้มาตรการทั้ง 18 มาตรการจะสะท้อนความพยายามขยับบทบาทของ ธปท. จากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ไปสู่การเข้าแก้ปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนโดยตรง แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่อาจสิ้นสุดลงได้เพียงมาตรการที่ดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงทางการเงินยังเปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมของผู้บริโภคและรูปแบบธุรกรรมที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ ธปท.ต้องเดินหน้าปรับปรุงแนวทางกำกับดูแลให้เท่าทันสถานการณ์ ควบคู่กับการขยายผลมาตรการเดิมให้เกิดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

และภายใต้ทิศทางดังกล่าว ธปท.จึงอยู่ระหว่างเตรียมผลักดันมาตรการเพิ่มเติมอีก 5 รายการ ครอบคลุมทั้งการกำกับธุรกรรมทองคำ การดูแลบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ และการลดต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน สะท้อนว่าโจทย์ในระยะต่อไปไม่ได้อยู่เพียงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังรวมถึง การวางกติกาเพื่อปิดช่องโหว่และลดความเสี่ยงที่อาจสะสมในระบบการเงิน ซึ่งเป็นอีกบททดสอบว่าการขยับบทบาทของ ธปท. จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ต่อเนื่องเพียงใด

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบัน ธปท.ยังอยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 5 มาตรการ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.2569-มี.ค.2570 ได้แก่ 1.การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท ที่คาดว่าจะออกประกาศได้ในเดือน พ.ย.นี้ 2.การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็น และคาดว่าจะประกาศได้ในเดือน ธ.ค.2569 โดยหลักเกณฑ์สำคัญคือ จะกำหนดให้ BNPL เป็นใบอนุญาตใหม่ วงเงินไม่เกิน 20,000 บาท ระยะเวลาผ่อนได้ไม่เกิน 6 เดือน เพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ซึ่งจะเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยคาดว่าจะมีผู้ยื่นขอใบอนุญาตในธุรกิจนี้ราว 7 ราย

ก่อนที่จะชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นสำคัญในการเร่งเข้ามาดูแลธุรกิจสินเชื่อ BNPL อย่างจริงจัง ว่า ‘เด็กรุ่นใหม่ 45% กู้เงินครั้งแรกผ่าน BNPL ซึ่งเราไม่สนับสนุนในเรื่องนี้ และถ้าไม่มีการยับยั้งการเพิ่มขึ้นใหม่ของสินเชื่อที่ง่ายเกินไป อาจจะเป็นปมที่ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมันไม่จบ ดังนั้นจึงจะต้องมีการกำหนดห้ามกระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้เกินควร เช่น ไม่นับเวลาถอยหลังเพื่อให้เร่งรัดตัดสินใจใช้สินเชื่อ’

3.การลดค่าตรวจเครดิตบูโร ที่คาดว่าจะออกประกาศได้ในเดือน ธ.ค.2569 และ 4.การยกระดับธุรกิจ Money Changer ที่คาดว่าจะออกประกาศได้ราวเดือน ม.ค.2570 รวมถึงมาตรการที่ 5 การกำกับ THB Stablecoin คาดว่าจะออกได้ในช่วงเดือน มี.ค.2570 โดยอ้างอิงมูลค่าบาทแบบ 1:1 มีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการชำระเงิน, ลดต้นทุน, รองรับธุรกรรม DLT/Tokenized เป็นต้น และยังมีอีก 1 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการ SMEs Credit Portal ที่คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในเดือน ธ.ค.2569-ม.ค.2570

ปักหมุดแผนงานสำคัญปี 70

แม้การดำเนินงานในช่วง 1 ปีแรกจะมีความคืบหน้าในหลายด้าน แต่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังเป็นภารกิจที่ต้องใช้เวลาและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และความเป็นธรรมในการให้บริการทางการเงิน ประเด็นเหล่านี้จึงยังเป็นวาระสำคัญของ ธปท.ในปี 2570 ซึ่งจะเป็นอีกช่วงเวลาที่ต้องพิสูจน์ว่า การขยับบทบาทของธนาคารกลางจะช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้นเพียงใด

โดย วิทัย ได้ฉายภาพแผนงานสำคัญในปี 2570 ว่า ธปท.จะให้ความสำคัญมากขึ้นใน 3 เรื่อง ได้แก่ การแก้หนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีที่จะต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และ Alternative Data Exchange รวมถึงการเพิ่มการแข่งขัน ตลอดจนการกำกับดูแล Non-bank ทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อ (Non-bank Lending) กลุ่มบริการชำระเงิน (Payment) และกลุ่มที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน อาทิ Money Changer/Money Transfer) และกลุ่มอื่นๆ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์: AMC เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจาก Non-bank มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบการประกอบธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น และมูลค่าสินเชื่อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สุดท้ายกับประเด็นที่มักจะถูกจับตามาโดยตลอด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายการเงินของ ธปท. กับนโยบายการคลังของรัฐบาล โดยเฉพาะการประสานทิศทางการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งจนกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจนั้น วิทัย ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ตลอดการทำงานที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาถึงขั้นต้องออกมาเผชิญหน้าหรือโต้แย้งกับรัฐบาล แม้ในบางเรื่องจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้

“ผมมองว่าทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกประเด็น หากแต่ต้องร่วมมือและเสริมกำลังกัน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่ทำอะไรที่สร้างความไม่มั่นใจให้เกิดขึ้นระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ซึ่งต่างก็มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ท้ายที่สุด การขยับบทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของ วิทัย รัตนากร สะท้อนให้เห็นว่า การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามข้อจำกัดที่สะสมมานานได้ หากปราศจากการแก้ปัญหาหนี้ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และการยกระดับความเป็นธรรมในระบบการเงินควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม ธปท.ไม่อาจแบกรับภารกิจนี้ได้เพียงลำพัง เพราะการปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจต้องอาศัยทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และการปรับโครงสร้างจากทุกภาคส่วน บททดสอบสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีมาตรการมากขึ้นหรือการขยายขอบเขตบทบาทของธนาคารกลาง แต่คือการทำให้ความพยายามเหล่านั้นเปลี่ยนเป็น ผลลัพธ์ที่ประชาชนและภาคธุรกิจสัมผัสได้จริง และช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนกว่าเดิม

เพิ่มเพื่อน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1098918/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O47n1NR4GHbdUNSwnAgCC