เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. (เวลาท้องถิ่นของภูฏาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ของวันที่ 30 ต.ค. ที่โรงแรม Pemako กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พบปะและพูดคุยกับชุมชนชาวไทยในภูฏาน ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ
โดยช่วงหนึ่ง นายกฯ พูดถึงสถานการณ์ในประเทศไทยที่หลายอย่างกำลังพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น แต่ยอมรับว่า เรื่องการเมืองยังหนัก ความขัดแย้งรุนแรงกว่าในอดีต ที่เอาความขัดแย้งส่วนตัวมารวมกับเรื่องการเมือง จึงทำให้ดูว่าสถานการณ์การเมืองรุนแรง แต่ภาพรวมไม่มีอะไรเลย รัฐบาลแข็งแรง และผลักดันนโยบายต่างๆ ออกมาได้ดี ด้านการต่างประเทศ เชื่อว่าทุกคนได้เห็นแล้วว่าประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติมากขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ ตอนนี้ก็มีเงินลงทุนเข้าประเทศมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อจ้างงานถูก ส่งออกได้เพิ่มขึ้น หลักทรัพย์ได้รับความเชื่อมั่นจากทั่วโลกมากขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่จะมีการลงทุน สร้างฐานการผลิตสินค้า เพราะสามารถใช้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปในภูมิภาคได้ หวังว่าหากทุกอย่างดีขึ้นโดยดูจากความรู้สึก ความเป็นอยู่ของประชาชน เพียงแค่ช่วงนี้ ประชาชนอาจจะเจอกับเรื่องหนักๆ มาเยอะ เช่น ภัยธรรมชาติ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องนำงบประมาณของรัฐบาลมาช่วยเหลือชาวบ้าน และไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ รัฐบาลก็ต้องดูแลประชาชนอย่างเต็มที่เสมอ ต่อให้งบประมาณมีจำกัดขนาดไหนก็ตาม จะไปหามาดูแลประชาชนให้จนได้

นายกฯ กล่าวอีกว่า รวมถึงการออกนโยบายคนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส ก็ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แม้คนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึก แต่ร้านค้ายอดขายเพิ่มขึ้นก็มีรายได้เพิ่มขึ้น ในภาพรวม รัฐบาลมีการยกระดับทุกมิติขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็ง
“ใครที่ยังมีญาติอยู่ที่เมืองไทย ก็ไม่ต้องเป็นห่วง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลอย่างดี อย่างล่าสุด รัฐบาลก้าวไปอีกขั้นด้วยการซื้อประกันภัยพิบัติให้คนไทย 30 ล้านครอบครัว หากเกิดน้ำท่วม หรือภัยพิบัติอื่นๆ จะมีบริษัทประกันภัยเป็นผู้จ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่ารัฐบาลพยายามดูแลสวัสดิภาพของคนไทย” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีราคาน้ำมันแพงก็เป็นเรื่องของสถาการณ์ในตะวันออกกลาง จึงมีความพยายามให้คนไทยหันมาใช้พลังงานอย่างอื่นแทน ในขณะเดียวกัน รมว.คลัง ได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง ขณะเดียวกันราคามันสำปะหลังก็สูงขึ้นในรอบหลายปีที่เกิดจากการควบคุมราคา นอกจากนี้มีปัญหากับกัมพูชา ปิดด่านทำให้สินค้าการเกษตรมีใช้ในประเทศมากขึ้น ตัวชี้วัดต่างๆ ที่ทำให้ประเทศไทยดูแข็งแรง สามารถแก้ปัญหาได้มากขึ้น แต่ต้องใช้เวลา เพราะเราป่วยมานาน อย่างไรก็ตามขอให้รอดู GDP ปีนี้ น่าจะโตขึ้น มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ส่วนคนจนก็ต้องดูแลอย่างเต็มที่ คนไทยต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพตั้งแต่เกิดจนตาย เรื่องนี้ก็ถือเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข เพราะปัจจุบันคนมีอายุเพิ่มจำนวนขึ้น หวังว่าคนที่อยู่ต่างแดนประสบความสำเร็จแล้วจะกลับไปช่วยทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองต่อไป มีอะไรสามารถแจ้งผ่านเอกอัครราชทูต หรือแจ้งผ่านสื่อออนไลน์ของสถานทูตได้เช่นกัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6320054/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pL1pbUfZnI7F67Okep_ND

