• Sat. May 23rd, 2026

‘ยศชนัน’ ปักหมุด Future Food วาระแห่งชาติ ดันลงทุนวิจัย 2 หมื่นล้านสร้างเศรษฐกิจใหม่

‘ยศชนัน’-ปักหมุด-future-food-วาระแห่งชาติ-ดันลงทุนวิจัย-2-หมื่นล้านสร้างเศรษฐกิจใหม่‘ยศชนัน’ ปักหมุด Future Food วาระแห่งชาติ ดันลงทุนวิจัย 2 หมื่นล้านสร้างเศรษฐกิจใหม่

“ยศชนัน” นั่งหัวโต๊ะประชุม สอวช. นัดแรก ดันเพิ่มเม็ดเงินลงทุนวิจัยและพัฒนาในประเทศ ปลดล็อกศักยภาพไทย ปั้นฐานเศรษฐกิจใหม่ระยะยาว “ปักหมุด” Future Food เป็นนโยบายระดับชาติ เร่งเชื่อมวิจัยสู่ตลาดโลก มุ่งเป้าสู่ตลาดมูลค่าสูง

23 พฤษาภาคม 2569 – ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และการประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งสร้างความเชื่อมโยงและความเป็นเอกภาพในการทำงานโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ทั้งในด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ประเทศไทยมีองค์ความรู้ งานวิจัย และศักยภาพจากหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) และมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมายังขาดการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ จึงจำเป็นต้องรวบรวมองค์ความรู้เหล่านั้นมาจัดกลุ่มเป็นคลัสเตอร์สำคัญของประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่และกำลังคนแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก

“ที่เรากำลังทำ คือการเชื่อมโยงกลไกของ สอวช. PMU มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อสร้าง Growth Engine ใหม่ของประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานต่างมีข้อมูลและจุดแข็งของตัวเอง จึงควรนำผลการศึกษาของแต่ละหน่วยงานมารวบรวมและจำแนกเป็นรายประเด็น เช่น เรื่องเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) หรือการแพทย์ขั้นสูง เพื่อระดมองค์ความรู้มาวิเคราะห์ถึงความจำเป็นทั้งในด้านการพัฒนากำลังคนและการลงทุนด้าน ววน. และสะท้อนให้เห็นความต้องการที่แท้จริงของประเทศ” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ของประเทศ โดยได้มีแนวทางประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการเข้าถึงทุนวิจัยขนาดใหญ่ เสนอให้ศึกษาโมเดลกองทุนและการลงทุนระดับโลก เช่น Temasek ของสิงคโปร์ เพื่อออกมาตรการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมระบุว่า ความท้าทายระดับประเทศ ทั้งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม วิกฤตสิ่งแวดล้อม และปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องใช้การลงทุนขนาดใหญ่ และความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ

“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการลงทุนด้าน ววน. ได้ในระดับ 20,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในระยะยาว ซึ่งเราจะเริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนและศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับ BOI อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ดร.สุรชัย ได้กล่าวแนะนำคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. พร้อมนำเสนอภาพรวมภารกิจของ สอวช. รวมถึงโครงการสำคัญ ในปี 2569 ประกอบด้วย การปฏิรูประบบ อววน. และกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. พ.ศ. 2571–2575 การขับเคลื่อนอนาคตไทยด้วยเทคโนโลยีเกษตรและอาหาร การขับเคลื่อนมาตรการและสิทธิประโยชน์ในการพัฒนากำลังคนวัยแรงงานอย่างเป็นระบบ การจัดตั้งภาคีเครือข่ายการคาดการณ์อนาคตแห่งประเทศไทย (Thailand Foresight Alliance) กลไกเร่งการเปลี่ยนผ่านจาก SME สู่ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise: IDE) โครงการจัดทำข้อเสนอกรอบนโยบายนวัตกรรมทางสังคมของประเทศไทย (Social Innovation Policy Framework) รวมถึงการพัฒนานโยบายนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์

ขณะที่ นางสาวสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. ได้รายงานความก้าวหน้านโยบายอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทย โดยชี้ให้เห็นว่า จากกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้วย อววน. พ.ศ. 2569-2578 ประเด็นเรื่องอาหารอนาคตถือเป็นหนึ่งในสาขาเป้าหมายที่ต้องให้ความสำคัญ โดยในปี 2568 พบว่าตลาดอาหารอนาคตไทยมีมูลค่ารวมกว่า 356,000 ล้านบาท แบ่งกลุ่มได้เป็น อาหารเพื่อสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์อินทรีย์และอาหารไม่ปรุงแต่ง และโปรตีนทางเลือก และมีสาขาย่อย (Subsector) เป้าหมาย ได้แก่ 1. สารประกอบเชิงฟังก์ชัน (Functional Ingredient) และ 2. โปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบไทย (Protein Ingredient) ซึ่งจากการศึกษารวบรวมข้อมูลพบว่า ห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทยของอาหารทั้งสองกลุ่มนี้ ยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งในเรื่องวัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการประกอบขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ก่อนนำออกสู่ตลาด

นางสาวสิรินยา ยังได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ด้วย อววน. ที่ได้ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมอาหารอนาคตให้ได้รวม 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 โดยมีข้อเสนอสำคัญในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายผ่านการต่อยอดอุตสาหกรรม การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาตลาด โดยมีโครงการสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การผลักดัน 150 Positive Lists หรือการกล่าวอ้างสรรพคุณหรือประโยชน์ต่อสุขภาพ (Health Claim) ของอาหารหรือส่วนประกอบการของอาหาร ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยลดระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่ และสามารถนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น 2. กลไกเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วย Function Claim (FFC) ผ่านโครงการนำร่อง โดยคัดเลือกสินค้าเกษตรเพื่อการกล่าวอ้างเชิงหน้าที่ของสารสำคัญ และพัฒนาเครื่องหมายและระบบรับรองพืช ผักและผลไม้ที่มีสารสำคัญสูง 3. R&D Consortium สารสกัดกระชายดำ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอุตสาหกรรมสารสกัดกระชายดำของไทย 4. โครงการ Plant-Rich Diet Awareness เพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมการรับประทานอาหารที่เน้นพืช

ซึ่งในโครงการนี้ สอวช. ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย ผ่านโครงการนำร่องคือ การจัดสัดส่วนอาหาร Plant-Based ในทุกการประชุมของหน่วยงานให้ได้ 30% เช่นเดียวกับเมนูอาหารว่างที่ สอวช. นำมาจัดเลี้ยงในที่ประชุมวันนี้ ล้วนเป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบจาก Plant-based เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของประเทศ

“อยากเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Plant 30% Leaders Club” ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ของมื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย” นางสาวสิรินยา กล่าว

นางสาวสิรินยา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขั้นต่อไปของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต จะต้องมีการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการ โดยได้ตั้งเป้าพลิกโฉมเกษตรอาหารไทยให้แข่งขันได้และมั่นคงด้วย Productivity & Innovation & Sustainable Branding เพื่อมุ่งสู่ตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูง โดยคาดว่าในปี 2575 จะมีขนาดของตลาดสูงถึง 4,660,296 ล้านบาท ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารืออย่างกว้างขวาง โดยมองว่า อาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เพียงเรื่องอุตสาหกรรม แต่ควรผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยให้ความสำคัญทั้งในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพประชาชน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการสร้างขีดความสามารถใหม่ของประเทศ ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ ตั้งแต่งานวิจัย วัตถุดิบ มาตรฐาน Positive List ไปจนถึงตลาดและการยอมรับของผู้บริโภค โดยเสนอให้ใช้แนวคิด “Sandbox” และการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อบูรณาการเศรษฐกิจ อาหาร เกษตร สุขภาพ และนวัตกรรมเข้าด้วยกันในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงระบบที่ชัดเจน และสามารถขยายผลในระดับประเทศต่อไปในอนาคต

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1001388/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IJCI7PooIY9iRgQLhfz7I

You missed