
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดวงจรชีวิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยนำบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณายุทธศาสตร์พลังงานของประเทศไทย ชี้การประเมินความคุ้มค่าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย หรือเม็ดเงินลงทุนตั้งต้นในการก่อสร้าง แต่ยังครอบคลุมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับมหภาคที่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของโครงการ
สำหรับข้อมูลวิเคราะห์จากสมาคมอุตสาหกรรมนิวเคลียร์แห่งญี่ปุ่น (Japan Atomic Industrial Forum: JAIF) ซึ่งสะท้อนว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ (MWe) จำนวน 1 โรง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมได้สูงถึง 4.3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 9.12 แสนล้านบาท ตั้งแต่ระยะการก่อสร้าง การเดินเครื่อง ไปจนถึงกระบวนการปลดระวางเมื่อหมดอายุการใช้งาน
มูลค่าระดับแสนล้านบาทผลกระทบทางเศรษฐกิจสะสม
มูลค่าระดับแสนล้านบาทดังกล่าวเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจสะสมและผลต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่เพียงมูลค่าการก่อสร้าง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่
1. การจ้างงาน
ในช่วงการก่อสร้างโครงการ สามารถก่อให้เกิดการสร้างงานใหม่และหมุนเวียนแรงงานได้ประมาณ 14,000 อัตราต่อปี
2. การยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ
ญี่ปุ่นมีสัดส่วนการจัดซื้ออุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากผู้ผลิตภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 90 ช่วยเชื่อมโยงโครงการขนาดใหญ่เข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ความมั่นคงด้านพลังงาน
ปริมาณเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สำรองที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่ สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเทียบเท่าระยะเวลา 2.9 ปี
4. ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยตรง สอดรับกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจ 9.12 แสนล้านบาทดังกล่าวเป็นบริบทของประเทศญี่ปุ่น จึงไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเป็นตัวเลขโดยตรงสำหรับประเทศไทยได้ เนื่องจากผลประโยชน์ที่แท้จริงจะแปรผันตามโครงสร้างอุตสาหกรรม สัดส่วนการจัดซื้อในประเทศ ต้นทุนการดำเนินงานโครงการ และทิศทางนโยบายพลังงานของแต่ละประเทศ
เตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถือวาระสำคัญสูงสุด
สำหรับประเทศไทย หากในอนาคตมีความตกลงเชิงนโยบายในการเดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือการนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) มาใช้ การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมถือเป็นวาระสำคัญสูงสุด เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย แทนการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากต่างประเทศทั้งหมด
ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ ได้แก่
การพัฒนาศักยภาพการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง
การเตรียมความพร้อมด้านงานก่อสร้างและวิศวกรรมเฉพาะทาง
การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษาและการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
การสร้างและสนับสนุนผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับประเทศ
การเร่งผลิตและพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และรังสี
โจทย์สำคัญของประเทศไทยในการพิจารณาเทคโนโลยีนิวเคลียร์จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำถามว่า พลังงานชนิดนี้จะผลิตไฟฟ้าได้ในราคาเท่าไร แต่ยังอยู่ที่การวางแผนยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้โอกาสจากเทคโนโลยีนี้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมขั้นสูงภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลความปลอดภัยระดับสากลได้อย่างไร
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/671094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-UKs8fonlwTui_HUAp2Zl

