กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) และธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) ก่อตั้งขึ้นภายหลังการประชุมเบรตตันวูดส์เมื่อปี 2487 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมุ่งรักษาเสถียรภาพทางการเงินและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเผชิญวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ทั้งสองสถาบันจึงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ภายใต้การนำของนายอเจย์ บังกา ประธานเวิลด์แบงก์คนปัจจุบัน สถาบันแห่งนี้ผลักดันแนวคิดการสร้างโลกที่ปราศจากความยากจนบนดาวเคราะห์ที่น่าอยู่ โดยมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
นโยบายสำคัญประกอบด้วย การตั้งเป้าให้เงินทุน 45% สนับสนุนการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในปี 2568 รวมถึงโครงการ “มิชชัน 300” ที่มุ่งขยายการเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแก่ประชาชน 250 ล้านคน ในแอฟริกา ภายในปี 2573
เวิลด์แบงก์ยังใช้กรอบงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ( อีเอสเอฟ ) ประเมินความเสี่ยงของโครงการที่ได้รับเงินทุน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน แรงงาน และกลุ่มเปราะบาง พร้อมปรับโครงการให้สอดคล้องกับความตกลงปารีส

นอกจากนี้ ยังจัดทำรายงานสภาพภูมิอากาศและการพัฒนารายประเทศ ( ซีซีดีอาร์ ) เพื่อช่วยรัฐบาลวางแผนรับมือความเสี่ยง และพัฒนากลไกทางการเงิน เช่น การพักชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรง
ขณะที่แม้ไอเอ็มเอฟจะเน้นรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินระหว่างประเทศมากกว่าการให้ทุนโครงการพัฒนาโดยตรง แต่ยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากภัยพิบัติอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐาน กระทบการผลิตและการจ้างงาน ตลอดจนเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะการคลังและดุลการชำระเงินของประเทศต่าง ๆ
ไอเอ็มเอฟจัดตั้งกองทุนเพื่อความยืดหยุ่นและความยั่งยืน ( อาร์เอสที ) ในปี 2565 เพื่อให้เงินกู้ระยะยาวแก่ประเทศที่มีความเปราะบางและสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อรับมือความเสี่ยงระยะยาว นอกจากนี้ ยังนำปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศมาประกอบการประเมินเศรษฐกิจประเทศสมาชิกตามมาตรา 4 เมื่อมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจมหภาค
อีกแนวทางหนึ่งคือการให้คำแนะนำด้านนโยบายการคลัง เช่น การกำหนดราคาคาร์บอนและทยอยลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อค่าครองชีพและมีมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยควบคู่กัน พร้อมพัฒนาเครื่องมือข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจและระบบการเงิน
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2567 ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกยกระดับความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ โดยให้แต่ละประเทศกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญของตนเอง ไอเอ็มเอฟเน้นการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ขณะที่ธนาคารโลกสนับสนุนเงินทุนและโครงการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม การประสานงานจึงช่วยเชื่อมโยงการวางนโยบายเข้ากับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสถาบันยังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง โดยในปี 2568 รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ลดบทบาทด้านสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ไอเอ็มเอฟยืนยันว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคจริง
อีกประเด็นคือภาระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากเงินทุนด้านภูมิอากาศจำนวนมากอยู่ในรูปเงินกู้มากกว่าเงินให้เปล่า จึงมีข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปกลไกการเงิน เพิ่มการลงทุนจากภาคเอกชน และขยายเงินทุนที่ไม่เพิ่มภาระหนี้เกินควร
นโยบายของไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์สะท้อนแนวคิดใหม่ที่เชื่อมโยงเสถียรภาพเศรษฐกิจ การพัฒนา และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ธนาคารโลกเน้นเงินทุนเพื่อโครงการพัฒนาและพลังงานสะอาด ส่วนไอเอ็มเอฟมุ่งประเมินและลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมหภาค
ความสำเร็จของทั้งสององค์กรจึงขึ้นอยู่กับการรักษาสมดุลระหว่างภารกิจหลักกับเป้าหมายความยั่งยืน ตลอดจนการจัดสรรเงินทุนที่เข้าถึงได้ และไม่เพิ่มภาระหนี้ให้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่เหมาะสม.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6264221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IwcxgeekC53QStaSDh8Zl

