คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน “การลงทุนใหม่ของประเทศ” ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และบริการทางการเงิน พร้อมตั้งเป้าหมายดันเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่าร้อยละ 3 เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมเข้าใกล้ร้อยละ 30 ของ GDP และผลักดันอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสู่ 20 อันดับแรกของโลก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างก้าวกระโดด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ส่งผลให้ทั่วโลกแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ช่วงเวลานี้ถือเป็นห้วงเวลาที่ประเทศไทยจำต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจผ่านการลงทุน สร้างความพร้อม ลดอุปสรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หากสามารถใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนประเทศไทยได้สำเร็จ จะสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยในระยะยาว
กรอบการขับเคลื่อนการลงทุนใหม่ของประเทศครอบคลุม 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์แรก Investment and Industry Transformation Hub เน้นการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ โดยเร่งรัดการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ พื้นที่รองรับการลงทุน และพัฒนาทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge มุ่งสร้างระบบนิเวศในกลุ่มพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต นอกจากนี้ยังส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain ระดับโลก เพิ่มสัดส่วน Local Content และใช้มาตรการทางการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ มาตรการภาษี และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในการเสริมศักยภาพ
ยุทธศาสตร์ที่สอง AI & Digital Hub มุ่งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน AI ผ่านการดึงดูดการลงทุนในกลุ่ม AI, Semiconductor และ Chip Design โดยตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็นร้อยละ 5 ของ GDP พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้าน AI ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐเพื่อเพิ่มผลิตภาพ
ยุทธศาสตร์ที่สาม Green Hub มุ่งเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยการดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาด พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนากลไก Carbon Accounting, Carbon Market, ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยบนเวทีโลก
ยุทธศาสตร์ที่สี่ Financial Hub เป็นการใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยในการสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการเงินของภูมิภาค ทั้งในด้านการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง พร้อมเพิ่มบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตสู่ระดับโลก (National Champions) ผ่านการอำนวยความสะดวกในการระดมทุน
ยุทธศาสตร์ที่ห้า Medical Investment Hub ยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ทั้งการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain การแพทย์ระดับโลก และผลักดันสัดส่วน Local Content ในประเทศ
ตั้งคณะทำงาน 5 ชุด พร้อมจัดลำดับ Big Win ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนทั้ง 5 ยุทธศาสตร์จะเร่งผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านแผนงานที่ชัดเจน โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น (Quick Win) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดเร่งด่วน และมาตรการเชิงโครงสร้าง (Big Win) เพื่อยกระดับกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศด้านการลงทุนของประเทศ ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และเงินทุน เพื่อสร้างงานคุณภาพให้คนไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อรับผิดชอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในแต่ละด้านให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยทุกมาตรการจะมีการกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพ กรอบเวลาดำเนินงาน และตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน พร้อมติดตามประเมินผลทั้งในด้านการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ กล่าวว่า บีโอไอในฐานะฝ่ายเลขานุการพร้อมผนึกกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อผลักดันมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่สามารถลงทุนด้วยความสะดวกรวดเร็วและลงทุนแล้วเติบโตได้ พร้อมสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
#บีโอไอ #BOI #เศรษฐกิจไทย #การลงทุนใหม่ #5ยุทธศาสตร์ #เอกนิติหนุนเศรษฐกิจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/08/boi-approves-5-strategies-economic-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16YolMnsZ8NLVUJg5DZuEV

