ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติที่เพิ่มเติมจากเป้าหมายหลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายที่เปลี่ยนไป

โดยภารกิจของ ธปท. จะเน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ 2. การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย และ 3. การลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชัน

ขณะเดียวกัน มาตรการและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มประเทศคู่ค้าที่เข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นกำแพงภาษีและข้อกีดกันทางการค้าต่อภาคการส่งออกไทย ถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ ธปท. ต้องเร่งวางรากฐานระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างกลไกสนับสนุนเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถปรับตัว มีความยืดหยุ่น และแข่งขันได้ในเวทีโลก

ดังนั้น ธปท. จึงมีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย (SMEs) มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก

“การขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนตามกรอบ ESG จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงแค่มิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องคำนึงถึงมิติด้านสังคมและธรรมาภิบาลควบคู่กันไปอย่างสมดุล เพื่อผสานความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับการเติบโตของธุรกิจ และสร้างคุณค่าร่วม (Shared Values) ให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง” นายวิทัย กล่าว