เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% อาจดูเป็นตัวเลขที่ “ดีกว่าคาด” เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง กลับสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และปัญหาค่าครองชีพที่ชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นแรงกดดันซ่อนแอบไว้ใต้พรม
เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% อาจดูเป็นตัวเลขที่ “ดีกว่าคาด” เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง กลับสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และปัญหาค่าครองชีพที่ชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นแรงกดดันซ่อนแอบไว้ใต้พรม
นั่นแปลว่าการเติบโตครั้งนี้ไม่ได้มาจากกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแรง หากแต่ขับเคลื่อนด้วย “การส่งออก” และ “การลงทุน” เป็นหลัก การบริโภคภาคประชาชน ยังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนกดทับ และรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทันต้นทุนชีวิตที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเงินเฟ้อเริ่มกลับมาอีกครั้งจากผลกระทบราคาพลังงานโลกที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญ จึงไม่ใช่เพียงโจทย์ “ทำให้อย่างไรให้จีดีพีโต” แต่เป็นโจทย์ “ทำอย่างไรให้คนไทยอยู่รอด” ในวิกฤติครั้งนี้ ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “เติบโตแบบไม่ทั่วถึง” แม้การลงทุนรวม จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส แต่แรงส่งดังกล่าวยังไม่ได้ไหลลงสู่เศรษฐกิจฐานล่างแท้จริง ภาคเกษตรยังมีรายได้ลดลงกว่า 6% เอสเอ็มอียังเข้าถึงสินเชื่อยาก กำลังซื้อระดับกลางและล่างชะลอตัว ภาคท่องเที่ยวแม้รายได้เพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับต่ำกว่าที่คาด สะท้อนเศรษฐกิจไทยกำลังพึ่งพากลุ่มรายได้สูงและการใช้จ่ายเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าที่สูงถึง 33.1% จนดุลการค้ากลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ส่งสัญญาณไม่ค่อยดี เพราะกลายเป็นว่าไทยเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอกอย่างหนัก โดยเฉพาะ “พลังงาน วัตถุดิบ และความผันผวนตลาดโลก” ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีต้องเรียกซีอีโอจากภาคธุรกิจทั่วประเทศมาระดมสมอง จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลเริ่มตระหนักว่าปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ใช่วิกฤติแบบปกติทั่วไป แต่เป็น “วิกฤติเชิงโครงสร้าง” ที่เชื่อมโยงทั้งพลังงาน ต้นทุนการผลิต หนี้ครัวเรือน เทคโนโลยี การแข่งขันโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
การดึงภาคเอกชนมาร่วมออกแบบนโยบาย จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้รับ “ข้อมูลจริงจากสนามจริง” แต่ต้องกาดอกจันไว้ด้วยว่า สิ่งที่ซีอีโอเสนอ รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ไม่ไป “เอื้อประโยชน์” ให้เอกชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วย….ห้วงเวลาเช่นนี้ รัฐบาลต้องมองเศรษฐกิจให้ลึกกว่าตัวเลขจีดีพี เพราะสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น คือ “วิกฤติกำลังซื้อ” ที่อาจรุนแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจทั่วไป เรามองว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรม ทำเล และทุนมนุษย์ แต่สิ่งที่ขาดมาตลอด คือ “ความชัดเจนเชิงนโยบาย” และ “ความเร็วในการปรับตัว” เพราะในโลกเศรษฐกิจใหม่ ประเทศที่รอดไม่ใช่ประเทศที่โตเร็วที่สุด แต่คือประเทศที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดต่างหาก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sJsN26QA-KUFNKHqPiBrU

