• Mon. Oct 26th, 2026

CONSENSUS: ปิดฉากดอกเบี้ยขาลง!! ฟันธง กนง. ตรึง 1% ยาวถึงปี 70 พยุงเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม : อินโฟเควสท์

consensus:-ปิดฉากดอกเบี้ยขาลง!!-ฟันธง-กนง.-ตรึง-1%-ยาวถึงปี-70-พยุงเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม-:-อินโฟเควสท์CONSENSUS: ปิดฉากดอกเบี้ยขาลง!! ฟันธง กนง. ตรึง 1% ยาวถึงปี 70 พยุงเศรษฐกิจไทยฝ่ามรสุม : อินโฟเควสท์

3 สำนักวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ ได้แก่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา [BAY] และ ธนาคารกรุงไทย [KTB] เก็งทิศทางดอกเบี้ยของไทยสอดคล้องกันอย่างมีเอกภาพว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำมากนี้ลากยาวไปจนถึงสิ้นปี 70 เพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบางและขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นจะถูกตรึงไว้ แต่ภาคธุรกิจและตลาดทุนไทยยังคงต้องเผชิญกับ ต้นทุนทางการเงิน (Financial Cost) ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ขยับขึ้นตาม Bond Yield ของสหรัฐฯ และ Bond Yield โลก

*KBANK เก็งตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี 70 รับมือเศรษฐกิจฟื้นไม่เต็มที่

น.ส.ณัฐพร ตรีรัตนศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ และตรึงไว้ในระดับนี้ยาวไปจนถึงสิ้นปี 69 โดยในกรณีฐาน (Base Case) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี 70 เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยไม่ได้อยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ย โดยอยู่ที่อัตราราว 2% แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลมาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม ซึ่งดอกเบี้ยที่ 1.00% ถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และไม่ได้สร้างแรงกดดันมาก สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยขยายตัวได้เพียง 2% อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยของไทยจัดว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับธนาคารกลางอื่น ๆ ในโลก

สำหรับภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 3/69 คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/69 ที่เป็นช่วงได้รับผลกระทบจากสงครามหนักที่สุด แต่ในไตรมาส 3/69 ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐวงเงิน 200,000 ล้านบาท เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ส่งผลเต็มที่ตลอดทั้งไตรมาสช่วยผลักดันให้ GDP ไตรมาส 3/69 เติบโตได้ดีกว่าไตรมาส 2/69

ส่วนในไตรมาส 4/69 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากเม็ดเงินและแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดลง ประกอบกับ การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากเร่งตัวไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติมจากสถานการณ์น้ำท่วม

สำหรับผลกระทบจากการที่อัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ น.ส.ณัฐพร กล่าวว่า ไม่สามารถเปรียบเทียบกันแบบ 1 ต่อ 1 ได้เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจแตกต่างกัน อาทิ อินโดนีเซียกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้สูงถึง 4-5% เนื่องจากมีประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าไทย และเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกที่กระทบค่าเงินรูเปียห์ จึงจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง เพื่อดึงดูดเงินกลับเข้าประเทศ ในขณะที่ประเทศไทย ไม่ได้ประสบปัญหาเงินทุนไหลออกหรือประเด็นความเชื่อมั่นดังกล่าว จึงเน้นการรักษาระดับดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

*เงื่อนไขและปัจจัยกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ยปีหน้า

แม้ว่าศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า กนง.จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อเนื่องยาวไปตลอดทั้งปี 70 แต่ก็ได้ตั้ง Scenario ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • คงอัตราดอกเบี้ย: หาก กนง. มองว่า ภาคเศรษฐกิจยังมีความอ่อนแอและเปราะบาง ก็อาจจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้
  • ปรับขึ้นดอกเบี้ย: หากสถานการณ์โลกเข้มงวดขึ้น กระทบราคาพลังงานให้ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง จนเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อขยายวงกว้าง และกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะกลางของประชาชน หรือเกิดภาวะเงินบาทอ่อนค่าจนกลับมาซ้ำเติมเงินเฟ้อจากการนำเข้าพลังงานราคาแพง กนง. จะต้องชั่งน้ำหนักเพื่อปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพ
  • ปรับลดดอกเบี้ย: มองว่าโอกาสน้อยมาก เว้นแต่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำมาก ๆ จากเหตุช็อกภายนอกประเทศที่กระทบให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าประมาณการกรณีฐาน (Base Case) อย่างมีนัยสำคัญ โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยช็อกที่เกิดขึ้น

*ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ และผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน

น.ส.ณัฐพร กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ ห่างกันค่อนข้างมาก โดยสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 4% กว่า ๆ ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1% แต่เศรษฐกิจไทยยังสามารถรับมือได้ แต่หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในรอบเดือนธ.ค. 69 จะทำให้ส่วนต่างยิ่งขยายกว้างขึ้น ผลกระทบสำคัญ คือต้นทุนทางการเงินของไทยขยับสูงขึ้น แม้ กนง.จะตรึงดอกเบี้ยระยะสั้น แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ของไทยจะขยับขึ้นตาม Bond Yield สหรัฐฯ และ Bond Yield โลก)

ทั้งนี้ การพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นของ กนง. จะไม่ได้ดูเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Gap) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งผลกระทบต่อค่าเงิน, กระแสเงินทุนไหลเข้าออก (Fund Flow), การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ

*BAY มองโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยปีหน้าแม้เศรษฐกิจยังโตกระจุกตัว

น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 69 ระดับดังกล่าวถือว่าผ่อนคลายเพียงพอ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าศักยภาพ แม้ว่าการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นก็ตาม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังฟื้นไม่ทั่วถึงในแต่ละภาคส่วน

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและครัวเรือน ขณะที่กำลังซื้อถูกกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ด้านการขยายตัวของสินเชื่อยังคงซบเซา และกระจายตัวไม่เท่าเทียมกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ

สำหรับปี 70 ในเบื้องต้นประเมินว่า กนง.อาจเลือกตรึงดอกเบี้ยไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม เรามองความเสี่ยงด้านสูงอาจมีมากขึ้น โดยคาดว่าหากมีการปรับดอกเบี้ยน่าจะเป็นการปรับขึ้นมากกว่าลง

ทั้งนึ้ การขยายตัวของเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับผลเชิงบวกของวัฎจักรการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งจะบ่งชี้ความสามารถการส่งผ่านเงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเป็นเวลานานเพิ่มการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทควบคู่กัน

น.ส.รุ่ง กล่าวว่า กนง. สามารถให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศเป็นหลักได้ แม้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทผันผวน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความไม่แน่นอนมากขึ้น แต่ฐานะด้านต่างประเทศของไทย ยังคงมีความแข็งแกร่งในระดับที่รองรับแรงกดดันดังกล่าวได้ในเวลานี้

อย่างไรก็ดี แม้อัตราเงินเฟ้อของไทยจะเร่งตัวขึ้น แต่ยังไม่พบสัญญาณของแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากอุปสงค์ในวงกว้าง ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงยังไม่ได้เผชิญภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือความเสี่ยงของวงจรการปรับขึ้นของค่าจ้างและระดับราคาอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับสหรัฐฯ

*KTB ลุ้นความเสี่ยงข้างหน้าโอกาสขึ้นมากกว่าลด

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKET ธนาคารกรุงไทย (KTB) คาดว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 28 ต.ค.นี้จะมีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายของ กนง.ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อสูงมีสาเหตุมาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ ซึ่งยังไม่เห็นการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ต่ำกว่าระดับศักยภาพ อีกทั้งการฟื้นตัวก็มีความไม่ทั่วถึง และที่สำคัญ ปัญหาหนี้ของธุรกิจ SMEs และภาคครัวเรือนยังคงต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะหากประเมินจากรายงานเสถียรภาพระบบการเงิน (Financial Stability Report) ล่าสุด

นายพูน เชื่อว่า กนง.อาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ไปจนถึงสิ้นปี 70 เพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จนสามารถกลับมาขยายตัวสู่ระดับศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจได้ในปี 71 และการฟื้นตัวมีความทั่วถึงในหลายภาคส่วนมากขึ้น จากนั้นจึงจะเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

“มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินปัจจุบัน และในอนาคตของ กนง. ถือว่าเพียงพอที่จะช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ลดความจำเป็นที่ กนง. ต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม” นายพูน ระบุ

“จุดเปลี่ยน” หรือ “เงื่อนไขสำคัญ” ที่จะทำให้ กนง.ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ หรือการเลือกปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อนั้น นายพูน ให้ความเห็นว่า หากประเมินจากแนวโน้มการรับมือเงินเฟ้อในรูปแบบต่าง ๆ ที่ ธปท.เคยนำเสนอ จะเห็นได้ว่าหาก กนง.มองว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นมาจากปัจจัยอุปทานเป็นสำคัญ (Supply-Driven) กนง. ก็สามารถมองผ่านปัจจัยดังกล่าว และสามารถเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม

แต่หากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เริ่มมีแรงส่งจากปัจจัยด้านอุปสงค์ที่ชัดเจนมากขึ้น (Demand-Driven) โดยจะต้องเห็นการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ซึ่งมักจะสอดคล้องกับภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เข้าสู่ระดับศักยภาพ หรือขยายตัวได้ดีกว่าระดับศักยภาพ ในกรณีนี้ กนง. จะสามารถทยอยปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวด หรือตึงตัวมากขึ้นได้ ผ่านการทยอยขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาได้

และหากอัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น โดยราคาสินค้าและบริการเร่งตัวขึ้นเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน จนทำให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์มีแนวโน้มหลุดออกจากกรอบเป้าหมายอย่างชัดเจน (Unanchored Inflation Expectations) ในกรณีนี้ กนง.อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง หรือเร่งขึ้นดอกเบี้ย เพื่อเหนี่ยวรั้งให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย และคุมเงินเฟ้อให้ได้อย่างยั่งยืน

“จากการประเมินของเรา เราคงมองว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยที่สูงขึ้น มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อีกทั้งเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ทั่วถึง และยังมีแนวโน้มโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ ทำให้เรายังคงมองว่า กนง. อาจเลือกคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% จนจบปี 2570” นายพูน ระบุ

พร้อมประเมินว่า แนวโน้มดอกเบี้ยมีความเสี่ยงด้านสูง มากกว่าความเสี่ยงด้านต่ำ หรือ กนง. มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่คาดไว้ โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องเห็น

– เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวได้ดีกว่าที่ ธปท.ประเมินไว้ โดยจะต้องมีแนวโน้มขยายตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ ซึ่งทาง Krungthai COMPASS ได้ประเมินไว้ในเบื้องต้นแถว 2.5% ขณะที่ ธปท. อาจจะประเมินไว้ 2.5-2.7% ได้

– การฟื้นตัว/ขยายตัวของเศรษฐกิจที่ไม่กระจุกตัวเพียงในภาคส่วน หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่นในปัจจุบัน ที่มีเพียงไม่กี่ภาคส่วนหรืออุตสาหกรรมที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI Boom หรือกล่าวได้ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ควรหลุดออกจากภาพ K-Shaped recovery

– อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น โดยเห็นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง นานกว่าที่ ธปท. ประเมินไว้ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน

นอกเหนือจากภาพดังกล่าว นายพูน ยังมองว่า หากเงินบาททยอยอ่อนค่าลงสู่โซน 34-35 บาท/ดอลลาร์ บนแนวโน้มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่กว้าง กนง. อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยบ้างเพื่อลดความเสี่ยงที่เงินบาทอาจผันผวนอ่อนค่ารุนแรง ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงกว่าของไทย ดังจะเห็นได้จากการวิเคราะห์ของ ธปท. ที่สะท้อนว่า เงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าได้มาก ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ สูงกว่าของไทย

แต่หาก กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยได้นั้น เรามองว่าอาจจะต้องเห็นภาพเศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก จนเกิดความเสี่ยงที่จะเห็นการผิดนัดชำระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจลุกลามส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโดยรวม ซ้ำเติมภาพเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ดี มีโอกาสต่ำที่จะเกิดภาพดังกล่าว ซึ่งทำให้เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยของ กนง.ได้จบลงแล้ว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/667814&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HlSSj54-N5iBOHfx9hqCZ