บีกริม“ซีพี “ ชี้ ไทยจุดยุทธศาสตร์เกษตร-อาหารโลก เสนอทุ่มแสนล้านปั้นคนเก่ง 5 ปี ดันจีดีพีโต 3% เอไอ กุญแจพาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง บี.กริม ชูปรัชญา “ธุรกิจด้วยความเมตตา” ชี้ เอไอไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาส ด้าน IVL รับปัญหากำลังผลิตล้นตลาดโลก วิกฤตเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่วัฏจักร ย้ำไทยยังเป็นฐานที่มั่นแข็งแกร่ง แม้เพื่อนบ้านแข่งดุเดือด
บีกริม“ซีพี “ ชี้ ไทยจุดยุทธศาสตร์เกษตร-อาหารโลก เสนอทุ่มแสนล้านปั้นคนเก่ง 5 ปี ดันจีดีพีโต 3% เอไอ กุญแจพาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง บี.กริม ชูปรัชญา “ธุรกิจด้วยความเมตตา” ชี้ เอไอไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาส ด้าน IVL รับปัญหากำลังผลิตล้นตลาดโลก วิกฤตเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่วัฏจักร ย้ำไทยยังเป็นฐานที่มั่นแข็งแกร่ง แม้เพื่อนบ้านแข่งดุเดือด
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)กล่าวในงาน Bangkok Business Summit 2026 หัวข้อ “Business Building the Future: Winning in Turbulence” กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกปัจจุบันจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กระแสเทคโนโลยีเอไอ ปัญหาภายในประเทศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผันผวน แต่หากมองในมุมกลับ ทุกความท้าทายสามารถพลิกเป็นโอกาสได้ และประเทศไทยมีจุดยืนที่ดีพอจะฉวยโอกาสนี้ไว้
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยถือเป็นความได้เปรียบ เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ มีความมั่นคงทางอาหารและการแพทย์ ยกตัวอย่างทุเรียนไทยที่สร้างรายได้มหาศาล โดยการส่งออกทุเรียนสดมีมูลค่าราว 4,000 ล้านดอลลาร์ ยังไม่รวมมูลค่าจากผลิตภัณฑ์แปรรูปและการส่งออกแบบแช่แข็ง
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณาคืออุปสงค์ของโลกและภูมิภาคก่อนวางแผนลงทุนในพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมเสนอให้ไทยพัฒนาโครงสร้างชลประทานให้ดีขึ้น เนื่องจากจะช่วยเพิ่มผลิตผลได้ 3-5 เท่า ปัจจุบันภาคเกษตรมีสัดส่วนราว 10% ของจีดีพี หากขยายเป็น 30% จะช่วยดันจีดีพีเพิ่มได้ราว 3% นอกจากนี้ยังต้องเร่งพัฒนาสาธารณูปโภค เทคโนโลยีเอไอ และสมาร์ทฟาร์มมิ่งควบคู่กันไป
นายศุภชัย กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเผชิญมา เครือซีพี นำเอไอมาใช้ในการตลาด รวมถึงโครงสร้างข้อมูลและระบบคลาวด์ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ หากไม่ปรับตัวก็ไม่อาจแข่งขันได้ การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้ขยายธุรกิจได้มากขึ้นโดยใช้ทรัพยากรน้อยลง โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งรองรับ
นายศุภชัย กล่าวว่า ไทยต้องการบุคลากรที่มีศักยภาพสูง โดยเสนอแผนปฏิรูปการศึกษาให้กับนักเรียนกว่า 2 ล้านคนในระบบ ให้ได้รับโอกาสแสดงความสามารถ ผ่านการสนับสนุนให้ใช้เอไอในการพัฒนาทักษะ เช่น การให้ลงมือทำโครงงานจริง เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กรุ่นใหม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดย“คนเก่งจะเปลี่ยนโลกได้” และไทยควรดึงดูดบุคลากรความสามารถสูงจากทั่วโลก ชูจุดแข็งความน่าอยู่ของประเทศไทยเป็นปลายทางดึงดูดคนเก่ง
ขอเสนอแนวคิดจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย ครอบคลุมด้านเอไอและเทคโนโลยีการแพทย์ โดยประเมินว่าอาจต้องใช้งบลงทุนราว 100,000 ล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในตัวบุคคลและโครงการวิจัย ชี้ว่าหากมหาวิทยาลัยชั้นนำเพียง 5 แห่งร่วมมือกัน ก็สามารถสร้างระบบนิเวศบ่มเพาะบุคลากรคุณภาพได้ พร้อมย้ำว่าฮาร์ดแวร์และบุคลากรที่มีความสามารถต้องพัฒนาควบคู่กันไป
ทั้งนี้ การสร้างบุคลากรคุณภาพไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน สามารถเริ่มได้ทันทีเช่นเดียวกับที่ภาคเอกชนวางแผนการลงทุนประจำปีและเห็นผลได้เร็ว ขณะที่ต้นทุนจากความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและสิทธิมนุษยชนล้วนส่งผลกลับมาที่เศรษฐกิจไทยในที่สุด
“ปัจจุบันไทยมีเม็ดเงินลงทุนด้านนี้ราว 1,000 ล้านบาทต่อปี หากต้องการผลักดันจีดีพีให้เพิ่มขึ้น 3% จะต้องใช้เงินลงทุนราว 35,000 ล้านบาท ทั้งจากแหล่งทุนในและต่างประเทศ”นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวว่า การลงทุนต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและความเป็นอยู่ของประชาชนควบคู่ไปกับการเติบโตของจีดีพี โดยต้องพิจารณาว่าจะจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคส่วนใด เช่น บุคลากรและการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมามีการลงทุนไปแล้วกว่าแสนล้านบาท หากไทยสามารถผลักดันตัวเองให้เป็นฮับด้านโลจิสติกส์และคมนาคมของอาเซียนได้ ก็มีศักยภาพที่จะต่อยอดเป็นฮับการซื้อขายและฮับการเงินได้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้เงินลงทุนทุกบาทได้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการนำแนวคิดไปปฏิบัติจริง
“แม้ไทยจะยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง แต่มีศักยภาพที่จะหลุดพ้นได้ด้วยเทคโนโลยีเอไอ พร้อมตั้งคำถามว่าไทยพร้อมหรือไม่ที่จะมีภาครัฐที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ โดยเชื่อว่าหากบุคลากรภาครัฐกว่า 4 ล้านคนสามารถนำเอไอมาใช้ในการทำงาน จะช่วยเพิ่มความโปร่งใส สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณ และผลักดันการลงทุนอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป”นายศุภชัย กล่าว
ด้านนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ภาคการเงินกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบการเงินรูปแบบใหม่ โดยธนาคารมีแผนเข้าไปสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลกที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยพร้อมมอบบริการทางการเงินให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งถือว่าทุกภาคส่วนกำลังเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ธนาคารมีการเตรียมความพร้อมด้านการสนับสนุนไว้อยู่แล้ว แต่ย้ำว่าสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องเงินทุนเท่านั้น โดยแนวทางของธนาคารคือการเข้าไปสนับสนุนภาคส่วนที่จะสร้างประโยชน์ต่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งในมิติของผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน
บริษัทแห่งอนาคตในแต่ละภาคส่วนมีทั้งกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจได้ดีและกลุ่มที่ยังต้องปรับตัว ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายบริษัทว่าจะสนับสนุนให้ดำเนินงานได้ดีขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์เท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องยกระดับตัวเองในหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงตลาด การนำเทคโนโลยีมาใช้ การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมถึงการปรับตัวให้สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน)
เมื่อพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป ภาคการเงินก็จำเป็นต้องพร้อมรับมือ และให้บริการที่สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม
“ธนาคารกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันมีลูกค้าจำนวนมากที่พร้อมทรานส์ฟอร์มธุรกิจ และธนาคารก็พร้อมสนับสนุนในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมย้ำว่าการผลักดันการเงินที่ยั่งยืนถือเป็นเป้าหมายสำคัญของธนาคารเช่นกัน”นางสาวขัตติยา กล่าว
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ (Dr. Harald Link) ประธานกรรมการและเจ้าของกลุ่มบริษัท บี.กริม (B.Grimm) กล่าวถึงเส้นทางการดำเนินธุรกิจตลอด 148 ปี ว่า บริษัทผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่มานับไม่ถ้วน ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 ไปจนถึงวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งขององค์กร พร้อมย้ำว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ยอดเยี่ยมและมีศักยภาพสูงในสายตาของนักลงทุนต่างชาติและระดับโลก
ดร.ฮาราลด์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้บี.กริมเติบโตอย่างยั่งยืน คือแนวคิด “การดำเนินธุรกิจด้วยความเมตตา” (Business with Compassion) โดยนำหลักธรรม “มุทิตา” (Sympathetic Joy) หรือความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี มาเป็นแกนหลักในการทำงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร
“หากเรามีเพื่อนร่วมงานที่คอยยินดีกับความสำเร็จของเรา สภาพแวดล้อมการทำงานก็จะดียิ่งขึ้น ในเชิงธุรกิจก็เช่นกัน เราไม่ควรมองคู่แข่งว่าต้องถูกทำลายให้ราบคาบ แต่ควรเน้นเรื่องความร่วมมือ” ดร.ฮาราลด์กล่าว
ดร.ฮาราลด์ กล่าวว่า บี.กริมให้ความสำคัญกับการไม่ยอมแพ้และมุ่งมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning) โดยมองว่าปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอไม่ใช่สิ่งที่เป็นภัยคุกคาม แต่เป็นโอกาสอันมหาศาลสำหรับทุกคนที่จะนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
นายอาลก โลเฮีย (Mr. Aloke Lohia )รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท (Group CEO) ของ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดโลก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical) แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้าง (Structural) ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งมีแนวทางรับมือ 3 ประการคือ ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน (Operational Excellence) การรีดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกกระบวนการ การปรับโครงสร้างระดับโลก (Global Configuration) การจัดทัพและวางเครือข่ายธุรกิจทั่วโลกให้สอดรับกับสถานการณ และการใช้นวัตกรรม (Innovation) การนำเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ ๆ มาสร้างความได้เปรียบ
นายอาลก กล่าวว่า อุตสาหกรรมและรัฐบาลในหลายประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กำลังพยายามหาทางออกร่วมกันผ่านการควบรวมกิจการ (Consolidation) และการสร้างความร่วมมือ (Synergies) เพื่อจัดการกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินดังกล่าว ในแง่ของการขยายธุรกิจ เรามีเครือข่ายครอบคลุมถึง 31 ประเทศทั่วโลก โดยกลยุทธ์หลักในการเติบโตคือการเน้นการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) มากกว่าการใช้รูปแบบการร่วมทุน (Joint Ventures) ทั่วไป
สำหรับประเทศไทย เห็นว่า ไทยเป็นแหล่งสร้างความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง (Resilience) ซึ่งเรา “เราพอใจมาก สำหรับการมีฐานธุรกิจอยู่ในประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตามแม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบ แต่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ก็กำลังใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อแข่งขันกันอย่างดุเดือดในการดึงดูดการลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจและประเทศไทยต้องจับตามองต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03wGVc4LeUeEaQK3b80slH

