รายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดที่ประกาศเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยศูนย์สถิติและการแข่งขันแห่งชาติ (Federal Competitiveness and Statistics Centre : FCSC) ปรากฎตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประจำปี 2568 เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 6.2 ส่งผลให้มูลค่าเศรษฐกิจรวมแตะระดับ 517 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและยั่งยืนอย่างเต็มตัว
ยุคทองของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน (The Non-Oil Renaissance)
หัวใจสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการขยายตัวของ GDP ภาคนอกน้ำมันที่เติบโตสูงถึง 6.8% โดยมีมูลค่ารวม 409 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP รวมเสียด้วยซ้ำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Diversification Strategy) ที่รัฐบาลผลักดันมาอย่างยาวนานเริ่มผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่
นาย Abdulla Bin Touq Al Marri รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เน้นย้ำว่าผลลัพธ์นี้คือเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของวิสัยทัศน์ “We the UAE 2031” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อพลวัตของโลกได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันเศรษฐกิจของยูเออี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ การเงิน และอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New Economy Industries) ที่ทันสมัย
ภาคส่วนที่มีความโดดเด่นและเป็นฟันเฟืองสำคัญประกอบด้วย:
-
ภาคการค้า: ยังคงครองแชมป์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักรายใหญ่ที่สุดของ GDP นอกภาคน้ำมัน โดยมีสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 16.9,
-
ภาคการเงินและประกันภัย: ครองส่วนแบ่งร้อยละ 13.2 ของ GDP นอกภาคน้ำมัน
-
ภาคการผลิต: มีบทบาทสำคัญด้วยสัดส่วน ร้อยละ 12.8
เจาะลึกรายอุตสาหกรรม – เมื่อ “การก่อสร้าง” และ “การเงิน” นำขบวน
เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตจำแนกตามสาขาเศรษฐกิจ พบว่า ภาคการก่อสร้างเป็นภาคส่วนที่มีการขยายตัวโดดเด่นที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง ร้อยละ 11.1 สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม โครงการเชิงพาณิชย์ และการขยายระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและนักท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ตามมาด้วย ภาคการเงินและประกันภัย ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 10.4% ตอกย้ำภาพลักษณ์ของยูเออี ในการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคตะวันออกกลางและโลก นอกจากนี้ยังมีภาคส่วนอื่นๆ ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ ได้แก่:
-
อสังหาริมทรัพย์: เติบโต ร้อยละ 7.9
-
การขนส่งและจัดเก็บสินค้า: เติบโต ร้อยละ 7.8
นาง Hanan Mansour Ahli ผู้อำนวยการจัดการของ FCSC กล่าวว่า ผลลัพธ์ในปี 2568 (ซึ่งรายงานในปี 2569) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการวางนโยบายที่มุ่งเน้น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุนจากทั่วโลก
สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือ การลงทุนอย่างต่อเนื่องใน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับ “ความพร้อมสู่อนาคต” (Future Readiness) เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในเวทีโลกอย่างยั่งยืน,
แนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสสำคัญสำหรับการนำเข้าสินค้าสู่ยูเออี
จากผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยูเออี ในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญได้ดังนี้
-
แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป
-
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีและความยั่งยืน
ยูเออียังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยเร่งลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดการพึ่งพารายได้จากภาคพลังงาน
-
การเสริมบทบาทศูนย์กลางธุรกิจและการลงทุนระดับโลก
การเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และการคมนาคมขนส่ง สะท้อนถึงความสามารถของยูเออี ในการดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
โอกาสสำหรับการนำเข้าสินค้า
การขยายตัวของภาคเศรษฐกิจสำคัญหลายสาขาเปิดโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าดังต่อไปนี้
-
วัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ
ภาคการก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 11.1 ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง วัสดุประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ตกแต่งภายใน เทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-
เทคโนโลยีดิจิทัลและโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ
นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของยูเออี ก่อให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ฟินเทค (FinTech) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่
-
สินค้าอุปโภคบริโภคระดับพรีเมียม
ภาคการค้าที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 16.9 ของ GDP ประกอบกับสถานะการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการค้าปลีกของภูมิภาค ส่งผลให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูง อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าแฟชั่นระดับพรีเมียม มีแนวโน้มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
-
ระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าอัจฉริยะ
การเติบโตของภาคขนส่งและการจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวร้อยละ 7.8 ช่วยเพิ่มความต้องการเทคโนโลยีคลังสินค้าอัตโนมัติ ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และอุปกรณ์โลจิสติกส์สมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์
ปัจจุบันยูเออีได้พัฒนาตนเองจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการลงทุนระดับโลก (Global Business and Investment Hub) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการลงทุน และเครือข่ายความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการไทย ยูเออีไม่เพียงเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสำคัญในการขยายการค้าและการลงทุนสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีดิจิทัล สินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง และระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่
โดยสรุป ภายใต้การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์การพัฒนาระยะยาว ยูเออียังคงเป็นประเทศที่มีทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและศักยภาพการเติบโตสูง จึงนับเป็นหนึ่งในตลาดและจุดหมายการค้าและลงทุนที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงปี 2569 และทศวรรษข้างหน้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/b82d54wbmjvoyimzku0c11qs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dRWwNVqF67FMVre8wR6OI

