• Sat. May 16th, 2026

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ-พลิกโฉมเศรษฐกิจ-รัฐบาลขอเวลา6เดือน-เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ พลิกโฉมเศรษฐกิจ รัฐบาลขอเวลา6เดือน เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

34เจ้าสัวพรึ่บเข้าทำเนียบ

พลิกโฉมเศรษฐกิจ

รัฐบาลขอเวลา6เดือน

เร่งขับเคลื่อนให้เห็นผล

‘ไทยช่วยไทย’สุดคึกคัก

แห่ซื้อสินค้ารถพุ่มพวง

รัฐบาลเปิดทำเนียบคุย 34 เจ้าสัว พร้อมรับฟังข้อเสนอ หวังให้เอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว “เอกนิติ” เผยจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน นายกฯ บอกพูดคุยกับคณะเจ้าสัวเพื่อแก้ข้อติดขัดธุรกิจ มุ่งสร้างงานให้ประชาชน

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้เรียกนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

mเข้าพบ เพื่อรายงานสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ก่อนที่ในช่วง 17.00 น.ของวันเดียวกันนี้ จะเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 34 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

รบ.เปิดทำเนียบหารือ34เจ้าสัว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ 34 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น. โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

“เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เน้นการรับฟังความเห็นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังภาคธุรกิจกันอย่างพร้อมเพรียง โดยการพูดคุยวันนี้จะหารือเรื่องแนวทางการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการแบบเดิมมาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากจนเราต้องทำงานร่วมกัน” นายเอกนิติ กล่าว

ผลักดันสู่การปฏิบัติใน6เดือน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือกับผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจะร่วมหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่าจะต้องไปในทิศทางไหน เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ รวมถึงแนวทางในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และจะสอบถามว่าทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องอะไรบ้าง และเมื่อรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน

ผู้บริหารระดับสูงบ.ยักษ์ใหญ่ร่วมวง

สำหรับผู้บริหารที่จะเข้าร่วมหารือกับนายกฯ มีรายชื่อเบื้องต้น ดังนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

รวมทั้งผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช สมาคมธนาคารไทย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายชัย อรุณานนท์ชัย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ สมาคมโรงแรมไทย

หอการค้าฯ-สภาอุตฯชมรัฐบาล

เมื่อเวลา 09.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในเย็นวันนี้ (15 พ.ค.) จะมีอะไรเสนอต่อรัฐบาลบ้าง ว่า ยังไม่ได้คุย จะไปพูดก่อนได้อย่างไร แต่เรามีข้อเสนออยู่แล้ว โดยรัฐบาลได้ติดต่อเอกชนมา ประมาณ 1 สัปดาห์กว่าแล้ว

ด้าน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล เป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในส่วนของ ส.อ.ท.มีคำตอบเดียวกับทางสภาหอการค้าฯ หากบอกตอนนี้คงไม่ตื่นเต้น คงจะเปิดเผยหลังจากได้พบกับรัฐบาลแล้ว ซึ่งก็มีหลายประเด็นที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ตอนนี้ ซึ่งขณะนี้เราอยู่ในภาวะวิกฤตอยู่แล้ว ประเด็นนี้ตอนนี้คือ การเพิ่มศักยภาพแข่งขันในประเทศว่า ต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ ขณะเดียวกัน เราต้องการผลักดันเรื่องแอนตี้คอร์รัปชั่น สร้างความโปร่งใสในระบบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ได้รับผลกระทบ มองว่า รัฐบาลควรมุ่งเป้าไปที่จุดไหน นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ต้องดูกลุ่มเปราะบางก่อน ถือว่า สำคัญมาก ต้องควิกวิน ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มเปราะบางก็กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่เราได้รับโจทย์มาคือ วันนี้นายกฯจะรับฟังจาก CEO ทั้งหลาย รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหลายว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้เรามีข้อเสนอแนะอะไรที่จะสามารถผลักดันกันต่อไปได้

เมื่อถามว่า การพบปะกันระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาลถือเป็นนิมิตที่ดีสำหรับภาคเอกชนใช่หรือไม่ นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ดีมาก ขณะที่นายพจน์ กล่าวเสริมว่า เยี่ยมเลย ซึ่งเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถึงอย่างไรรัฐกับเอกชนควรจะมาพบกัน โดยเฉพาะหารือเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ ความจริงรัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางด้านนโยบายกับหน่วยงาน แต่คนขับเคลื่อนจริงๆ คือเอกชน เราทราบดีว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน

นายกฯ หาทางช่วยสร้างงานให้ปชช.

เมื่อเวลา 16.45น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ก่อนพูดคุยกับกลุ่มเจ้าสัว คาดหวังอะไรว่า วันนี้เราให้ผู้ประกอบการได้แนะนำให้ความเห็นแล้วรัฐบาลจะรับฟังนำความคิดเห็นข้อชี้แนะต่างๆพยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ

เมื่อถามว่าจะนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรฐกิจอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็รับฟังเขาว่าแต่ละภาคส่วนเป็นอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอะไรที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและทำให้เขาขยายกิจการได้ ให้เขาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศหรือตรงไหนติดขัด และภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้า ต้องการให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ จะไปขับเคลื่อนอะไรโดยไม่ถามผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงความต้องการ หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่รู้จักกันสนิทแนบแน่นอยู่แล้วมาพูดเปิดอกกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจแข็งแรงมีศักยภาพ มีอนาคต มีความยั่งยืน

เมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้จะขอความร่วมมืออะไรจากผู้ประกอบการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้เขาได้ดำเนินกิจการเติบโตขยายตัวได้ ช่วยเราจ้างแรงงานให้มีอัตราการทำงานของประชาชนสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าไปให้เศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนขยายตัว

‘อนุทิน’ล้อมวงคุยCEOชั้นนำระดับปท.

ต่อมาเวลา 17.00 น. นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์’นั่งประกบ

ทั้งนี้ นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ

นอกจากนี้ยังมีนายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประธานและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด

ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ  วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุน ของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ชู3ประเด็นขับเคลื่อนอาเซียน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ ว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น

รบ.พร้อมอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆ อย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุทธ์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

ขอใช้ทุกข้อมูลเพื่อประโยชน์ชาติ

“ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หนำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายกฯ กล่าว

นายกฯร่วมถ่ายภาพหมู่ในตึกไทย

จากนั้นเวลา19.20น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เชิญนักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ ไปถ่ายภาพหมู่ภายในตึกไทยคู่ฟ้า

จากนั้น นายกฯนำ นักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำเดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไปยังตึกสันติไมตรี โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทินร้องโอ้โหพร้อมกล่าวว่า“คิดดู คนระดับนี้2ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” เมื่อถามย้ำว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “หูชาเลย”

พาCEOทานดินเนอร์มื้อค่ำ

ต่อมา นายอนุทิน ได้เดินกลับมาตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อทำธุระส่วนตัว โดยจังหวะที่เดินออกจากตึกได้เดินมาพร้อมกับนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ก่อนจะปล่อยมุกกับผู้สื่อข่าวว่า “ควงสาว”

โดยเวลา 19.35 น. นายอนุทินเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี ภายในงานจัดอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร เป็นต้น

นัดบิ๊กสถาบันการเงินไฟแนนซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบกันครั้งนี้รัฐบาลได้สอบถามความเห็น โดยให้บรรดาภาคเอกชนตอบแบบสอบถามว่ามีมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากจะให้รัฐบาลยุติเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางกรอบนโยบายในอนาคต พร้อมให้เขียนเปิดใจถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

โดยภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นจาก 10 ภาคธุรกิจแล้วนั้น มีรายงานว่า ในครั้งหน้ารัฐบาลเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถาบันการเงินไฟแนนซ์ รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจการเงินมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อไป

ชาวบ้านแห่ช้อป‘ไทยช่วยไทย’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดกิจกรรมตลาดนัด “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยบูรณาการร่วมกับการจัดกิจกรรม (Kick-off) จำหน่ายสินค้าฯ ผ่าน “เครือข่ายรถพุ่มพวง ” ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ 878 แห่ง เป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนเดินทางมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน นำมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 58% เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนและเครือข่ายรถพุ่มพวง เครือข่ายร้านค้าชุมชน กระจายสินค้าราคาถูก คุณภาพดี ลงสู่ตำบล หมู่บ้าน ทั่วประเทศ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ให้กับพี่น้องประชาชนอย่าง

ปล่อยคาราวานรถพุ่มพวงทั่วปท.

ส่วนที่ว่าการอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนคาราวานรถพุ่มพวงอย่างยิ่งใหญ่ ในกิจกรรม Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ซึ่งเป็นการดำเนินงานเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาลเพื่อลดภาระรายจ่ายให้แก่ประชาชน โดยมีการจัดกิจกรรมพร้อมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยโครงการนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กรมการปกครอง (มหาดไทย), กรมการค้าภายใน (พาณิชย์) และ ไปรษณีย์ไทย (ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนลึกถึงระดับหมู่บ้าน โดยใช้กลไกของ “รถพุ่มพวง” ซึ่งเป็นรถเร่ขายสินค้าที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชาวบ้านมากที่สุด เป็นหัวหอก

ชลบุรี Kick Off “ไทยช่วยไทย”

ที่หน้าที่ว่าการอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” โดยมีนางภัทรชนันท์ ผ่องผาด นายอำเภอศรีราชา, หัวหน้าส่วนราชการ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยทางจังหวัดชลบุรีได้รับจัดสรรรถพุ่มพวง 55 คัน แบ่งให้อำเภอศรีราชา 4 คัน ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถสามล้อพ่วงข้าง 1 คัน และรถจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมชุดสินค้าเริ่มต้นและสนับสนุนค่าน้ำมันตามขนาดรถ

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ถกนัดแรก

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 14.50 น. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)ให้สัมภาษณ์ภายการประชุมนัดแรกที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธานว่า ที่ประชุมหารือถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆในการทำงาน ซึ่งมีเวลา 90 วัน ดังนั้น การจะศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้นจึงเป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการจึงใช้ผลการศึกษาที่มีอยู่ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผลการศึกษาล่าสุดที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก รวมถึงรายงานจากวุฒิสภาที่ได้ศึกษาไว้มาประกอบในการทำงานด้วย

ตั้งอนุฯศึกษา3ชุดดูความเป็นไปได้

นายดนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมด้วย 2.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนหน่วยงานเป็นกรรมการ และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการปรึกษาเชิงสาธารณะ โดยพิจารณาทั้งข้อกังวล รวมถึงนำความห่วงใยในพื้นที่มาร่วมประกอบการพิจารณาด้วย ทั้งนี้ อนุกรรมการทั้ง 3 คณะ จะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไปในช่วงเดือนมิ.ย.

วางกรอบการทำงาน90วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรับฟังเสียงนักวิชาการรวมถึงเอ็นจีโอด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าว่า จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด เมื่อถามว่า จะออกเป็นลักษณะของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เหมือนกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูก่อนว่าถ้าโครงการมีลักษณะในเชิงธุรกิจ กลไกในแง่ข้อกฎหมายก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เบื้องต้นจะดูเรื่องความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการก่อน ส่วนเรื่องของกฎหมายยังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ แต่ยืนยันว่า จะรีบดำเนินการ โดยกรอบ 90 วันจะนับจากวันที่ประกาศตั้งคณะกรรมการชุดนี้

นายดนุชา ยืนยันด้วยว่า จะนำเรื่องเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย แต่ก็ต้องดูว่าการศึกษาในอดีตกับปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาของสนข. ทำไว้เมื่อปี 2566 ดังนั้น วันนี้ต้องดูเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน

เมื่อถามว่า คิดว่ากรอบการศึกษา 90 วันเพียงพอหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่หากไม่ทันก็จะขอนายกรัฐมนตรีขยายเวลา

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CguORhGjcsahm1oM9C0Fe

You missed