• Thu. Jul 30th, 2026

โลกเร่งลงทุนควอนตัม ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ ชิงผู้นำ ปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

โลกเร่งลงทุนควอนตัม-‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’-ชิงผู้นำ-ปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก-2.7-ล้านล้านดอลลาร์โลกเร่งลงทุนควอนตัม ‘สหรัฐ-ยุโรป-เอเชีย’ ชิงผู้นำ ปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

โลกจับตา ‘ควอนตัม คอมพิวติ้ง’ พลิกเกมเศรษฐกิจ-ธุรกิจระลอกใหม่ หลังเม็ดเงินลงทุนพุ่งกว่า 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปลุกมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 78 ‘สหรัฐ ยุโรป เอเชีย’ เร่งชิงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคต เอเชีย-แปซิฟิกภูมิภาคที่ลงทุนควอนตัมมากที่สุดในโลก ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเร่งปรับระบบสู่ยุค Quantum-Safe รับมือความเสี่ยงจากการถอดรหัสข้อมูล และภัยไซเบอร์

คอมพิวเตอร์ควอนตัม คือ คอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่อาศัยหลักการทางฟิสิกส์ที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไป ทำให้มีศักยภาพในการแก้ปัญหาบางประเภทได้รวดเร็ว ตั้งแต่การจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนายา วางแผนเส้นทางขนส่ง ไปจนถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงิน

ศักยภาพดังกล่าว บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลก จึงเร่งลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนี้ แต่ปี 2569 ยังไม่มีผู้เล่นรายใดก้าวขึ้นเป็นผู้นำชัดเจน เนื่องจากแต่ละบริษัทเลือกพัฒนาเทคโนโลยีคนละแนวทาง ขณะที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่รวมถึงการดึงดูดเงินทุน ลูกค้า บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

บริษัทที่ปรึกษา McKinsey ระบุว่า เงินลงทุนในสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีควอนตัมทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 12,600 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.3 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยประมาณ 90% ของเงินลงทุนทั้งหมดไหลเข้าสู่บริษัทที่พัฒนาควอนตัมโดยตรง

นอกจากนี้ McKinsey ยังประเมินว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้สูงถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 ขณะที่ปัจจุบันมีองค์กรทั่วโลกมากกว่า 300 แห่งเริ่มนำเทคโนโลยีควอนตัมไปทดลองใช้งานแล้ว ทั้งในอุตสาหกรรมการบินและการเงิน เช่น Airbus และ JPMorgan Chase

ท่ามกลางเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันจึงเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นใน 3 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และเอเชีย-แปซิฟิก แต่ละภูมิภาคมีจุดแข็งแตกต่างกัน ทั้งเงินทุนเอกชน การสนับสนุนจากภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง

สหรัฐ ฐานใหญ่บริษัทควอนตัม

สหรัฐเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมควอนตัม บริษัทเอกชนหลายรายเลือกพัฒนาเทคโนโลยีคนละแนวทาง เพื่อหาวิธีสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีประสิทธิภาพและขยายการใช้งานได้ในอนาคต

ไอบีเอ็ม และกูเกิล เลือกใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “ตัวนำยิ่งยวด” (superconducting qubits) ซึ่งต้องทำงานในอุณหภูมิที่เย็นจัดใกล้ศูนย์องศาไอบีเอ็มพัฒนาชิปรุ่นล่าสุดที่มี 156 หน่วยประมวลผลควอนตัม และเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเครื่องผ่านคลาวด์

อินเทล ใช้กระบวนการผลิตที่ทำได้ด้วยโรงงานผลิตชิปที่บริษัทมีอยู่แล้ว มีโอกาสขยายกำลังการผลิตได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานรูปแบบใหม่ทั้งหมด อาจช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ไมโครซอฟท์ เดินหน้าสองทางพร้อมกัน ทั้งเปิดบริการ Azure Quantum ให้ลูกค้าเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมจากบริษัทพันธมิตรหลายรายผ่านระบบคลาวด์ และพัฒนาเทคโนโลยีตัวเองเรียกว่า คิวบิตเชิงทอพอโลยี (Topological qubit) มุ่งทำให้หน่วยประมวลผลควอนตัมเสถียรมากขึ้น ตั้งเป้าพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้งานจริงได้ปี 2572

อีกแนวทางหนึ่ง คือ เทคโนโลยี “อะตอมเป็นกลาง” ใช้แสงเลเซอร์ควบคุมอะตอมให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลควอนตัม แทนการใช้ระบบทำความเย็นจัด แอทอม คอมพิวติง ร่วมกับไมโครซอฟท์พัฒนาเครื่องควอนตัม ขณะที่ คิวอีรา คอมพิวติง นำเครื่องตัวเองให้ลูกค้าเข้าถึงผ่านบริการประมวลผลบนคลาวด์ของอเมซอน และได้รับเลือกให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานวิจัยด้านกลาโหมสหรัฐ

บริษัทไซควอนตัมซึ่งเลือกใช้เทคโนโลยีที่อาศัยแสง หรือโฟตอน แทนการใช้วงจรไฟฟ้า จุดเด่นคือไม่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็นขนาดใหญ่และมีราคาแพงเหมือนคอมพิวเตอร์ควอนตัมบางประเภท

ยุโรป ผู้เล่นรายเล็กแต่มีรัฐหนุน

ยุโรปอาจมีบริษัทควอนตัมขนาดเล็กกว่าสหรัฐ แต่มีจุดแข็งจากการสนับสนุนของรัฐบาล และความร่วมมือระดับประเทศ McKinsey ระบุว่า ภูมิภาคนี้มีความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

ฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญผ่าน ไอคิวเอ็ม บริษัทพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทำงานใกล้ชิดโครงการควอนตัมสหภาพยุโรป ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกแบบให้องค์กรติดตั้งเครื่องไว้ใช้งานเองได้โดยตรง

ออสเตรียมี เอคิวที พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ติดตั้งอยู่ในมิวนิก ประเทศเยอรมนี ภายใต้ความร่วมมือด้านควอนตัมในภูมิภาค อาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างบริษัท รัฐบาล และสถาบันวิจัย

ขณะที่ พาสคัล จากฝรั่งเศส หนึ่งในบริษัทที่ขยายธุรกิจไปต่างประเทศ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมติดตั้งใช้งานจริงที่บริษัทน้ำมัน อารามโก ในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ปลายปี 2568 ถือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมเครื่องแรกที่ติดตั้งในประเทศและในภูมิภาคตะวันออกกลาง

อีกบริษัทสำคัญคือ ควอนตินูอัม เกิดจากการรวมทีมงานและความเชี่ยวชาญจากอังกฤษกับสหรัฐ มุ่งพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่แม่นยำสูง ขณะที่ สหราชอาณาจักรเองเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านควอนตัมของประเทศ โดยปลายปี 2568 อินฟลีคชัน ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมให้ศูนย์วิจัยแห่งชาติของอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษมองว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ควอนตัมแห่งชาติ

ภาพรวมของเอเชีย-แปซิฟิก

หากมองเฉพาะเงินลงทุนจากภาครัฐ เอเชีย-แปซิฟิกถือเป็นภูมิภาคที่ลงทุนด้านควอนตัมมากที่สุดในโลก มีเงินทุนรวมมากกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเกือบ 47% ของเงินลงทุนภาครัฐด้านควอนตัมทั่วโลก

จีน เป็นประเทศที่ลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ปี 2567 รัฐบาลจีนตั้งกองทุนร่วมลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าประมาณ 138,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายด้าน รวมถึงควอนตัมด้วย ผลลัพธ์คือ จีนพัฒนาชิปควอนตัมจากรุ่นที่มี 105 หน่วยประมวลผล ไปเป็นรุ่นที่มีมากถึง 504 หน่วยประมวลผลได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคก็เร่งลงทุนเช่นกัน ญี่ปุ่นลงทุนประมาณ 7,400 ล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ประมาณ 2,340 ล้านดอลลาร์ และอินเดียประมาณ 936 ล้านดอลลาร์ อินเดียเน้นสร้างบุคลากรควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยี มีนักศึกษามหาวิทยาลัยมากกว่า 55,000 คนลงทะเบียนเรียนคอมพิวเตอร์ควอนตัม

ส่วนสิงคโปร์ ลงทุนมากกว่า 222 ล้านดอลลาร์ในงานวิจัยและการพัฒนาบุคลากรด้านควอนตัม และเตรียมรับมือผลกระทบที่ตามมา  โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ธนาคารกลางสิงคโปร์จึงสั่งให้สถาบันการเงินทุกแห่งเริ่มตรวจสอบและวางแผนปรับระบบป้องกันข้อมูลของตัวเองให้พร้อมรับมือกับควอนตัมล่วงหน้า

ธนาคารใหญ่อย่าง DBS, HSBC, OCBC และ UOB ก็ร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลทดลองระบบสื่อสารที่ปลอดภัยจากควอนตัมแล้ว โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินทุนกว่า 74 ล้านดอลลาร์ และบริษัทโทรคมนาคม Singtel ก็เปิดเครือข่ายสื่อสารที่ป้องกันควอนตัมได้เป็นเครือข่ายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘เวลา’ กลายเป็นปัจจัยสำคัญ

แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถถอดรหัสข้อมูลสำคัญยังไม่เกิดขึ้น แต่ความเสี่ยงเริ่มแล้วจากแนวคิด “เก็บข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยถอดรหัสทีหลัง” ผู้ไม่หวังดีสามารถดักเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสในปัจจุบัน และรอจนเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาเพียงพอที่จะถอดรหัสได้

ความเสี่ยงนี้กระทบโดยเฉพาะข้อมูลที่ต้องเก็บเป็นความลับระยะยาว เช่น ข้อมูลรัฐ การเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล และทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ความเสี่ยงไม่ได้เริ่มในวันที่ควอนตัมถอดรหัสได้ แต่เริ่มตั้งแต่วันนี้ที่ข้อมูลถูกส่งหรือจัดเก็บด้วยระบบที่อาจล้าสมัยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนระบบความปลอดภัยขององค์กรขนาดใหญ่ทำได้ยาก เพราะต้องปรับทั้งระบบเก่า ระบบคลาวด์ และเครือข่ายคู่ค้า ขณะที่ไอบีเอ็มประเมินว่าอาจใช้เวลาถึง 12 ปี และข้อมูลปี 2568 ระบุว่าศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับประเทศยังใช้ระบบป้องกันรูปแบบใหม่เพียงราว 0.03% จึงเห็นได้ว่า การพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมกำลังเดินหน้าเร็วกว่าการเตรียมระบบป้องกันข้อมูลอย่างชัดเจน

สัญญาณจากสหรัฐที่เอเชียต้องจับตา

เดือนมิถุนายน 2569 ทำเนียบขาวออกคำสั่งบริหารเพื่อเร่งพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมของสหรัฐ และผลักดันเรื่องการเตรียมระบบป้องกันข้อมูลให้พร้อมรับมือควอนตัมจริงจัง คำสั่งนี้ระบุให้หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐประเมินผลกระทบของคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่อความมั่นคงประเทศ และเรียกร้องให้ประสานงานกับพันธมิตรเรื่องห่วงโซ่การผลิต การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี และความปลอดภัยด้านงานวิจัยร่วมกัน

สำหรับเอเชีย ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะระบบธนาคาร เครือข่ายโทรคมนาคม โครงข่ายไฟฟ้า ระบบยืนยันตัวตนของรัฐ และระบบชำระเงินข้ามประเทศ ล้วนพึ่งพาการเข้ารหัสข้อมูลแบบเดียวกับที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตอาจถอดรหัสได้ จึงเป็นเหตุผลที่ต้องเริ่มวางแผนปรับปรุงตั้งแต่เนิ่นๆ

หากมองในภาพใหญ่ สหรัฐยังคงเป็นศูนย์กลางที่มีบริษัทควอนตัมมากที่สุดและเงินทุนเอกชนไหลเข้าเยอะที่สุด ยุโรปนำหน้าด้านการนำไปใช้งานจริงในธุรกิจโดยอาศัยความร่วมมือระดับชาติ 

ส่วนเอเชีย-แปซิฟิกคือภูมิภาคที่ทุ่มเงินภาครัฐมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะจีนที่มีทั้งเงินทุนก้อนใหญ่และความก้าวหน้าทางเทคนิคที่รวดเร็ว ขณะเดียวกันบางประเทศอย่างสิงคโปร์ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการเตรียมระบบป้องกันข้อมูลควบคู่ไปกับการสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมตั้งแต่วันนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันต้องพิจารณาตามไปด้วยในไม่ช้า

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1245248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QqWu8EEQ0aDmLyq5OCrjl