วิกฤติพลังงานโลกส่งผลให้ราคาน้ำมันและต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น กำลังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อประชาชนฟื้นตัวไม่เต็มที่ทำให้ผู้ประกอบการอยู่ภาวะเปราะบางขึ้น
รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง โดยได้เริ่มโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นการเติมเงินให้ประชาชนทั้งกลุ่มทั่วไปและกลุ่มถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แม้มาตรการไทยช่วยไทย พลัส จะประคองเศรษฐกิจฐานราก กระตุ้นกำลังซื้อ สร้างโอกาสรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยระยะสั้น แต่จำเป็นต้องมีมาตรการระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มความแข็งแกร่งให้ SME
“สิ่งที่ SME และแรงงานภาคธุรกิจต้องการเห็น คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการที่รัฐบาลเข้ามาช่วย โจทย์สำคัญสุดเวลานี้ คือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการมีสุขภาพธุรกิจแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันเพียงพอ และอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจ”
ผลสำรวจสุขภาพธุรกิจและภาระหนี้ SME ไตรมาส 1 ปี 2569 ของ สสว.วันที่ 21-30 เม.ย.2569 สะท้อนความเปราะบางภาคธุรกิจชัดเจนเมื่อเทียบไตรมาส 4 ปี 2568
กลุ่ม SME ที่เติบโตต่อเนื่องหรือสุขภาพธุรกิจแข็งแรงพร้อมเติบโต ลดลงมากจาก 21.1% เหลือเพียง 6.0% ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่อยู่ขาลงแต่ยังพอประคองตัวได้ เพิ่มขึ้นจาก 27.7% เป็น 41.0%
ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เพียงพอชำระหนี้แต่ไม่เหลือเงินลงทุน ลดลงเล็กน้อยจาก 33.1% เหลือ 31.1% ขณะที่กลุ่มขาดทุนต่อเนื่องและต้องพึ่งพาหนี้ใหม่ เพิ่มจาก 2.5% เป็น 3.0%
นอกจากนี้ กลุ่มที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มจาก 12.0% เป็น 14.9% และกลุ่มหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพิ่มจาก 3.6% เป็น 4.0%
หวั่นต้นทุนธุรกิจป่วนฐานะการเงิน
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและภาระหนี้ของผู้ประกอบการในไตรมาส 1 ประกอบด้วย ต้นทุนดำเนินธุรกิจสูงขึ้น แรงกดดันจากกำลังซื้อและคำสั่งซื้อลดลง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง สภาพคล่องการเงินลดลง การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบภัยพิบัติธรรมชาติและปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเผชิญปัญหาสินค้าคงคลังสะสม การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ ภาระต้นทุนแรงงาน ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจากการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน รวมถึงความจำเป็นในการปรับตัวสู่โลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
62.5% ชำระหนี้ได้แต่ไม่เหลือเงินลงทุน
สำหรับความสามารถการชำระหนี้ SME ไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า 73.3% ยังชำระหนี้ได้ปกติ แต่ในจำนวนนี้มีถึง 62.5% ที่ชำระหนี้ได้โดยไม่เหลือเงินสำหรับการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ ขณะที่ 24.6% ชำระหนี้ได้แต่ผิดเงื่อนไข และ 2.1% ชำระหนี้ได้ตามสัญญาไม่ได้
ในด้านความต้องการสินเชื่อ พบว่า 91.5% ของผู้ประกอบการต้องการเงินกู้เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ขณะที่ 3.3% ต้องการเพื่อลงทุนขยายธุรกิจ และอีก 5.1% ต้องการนำไปชำระหนี้เดิม
จี้รัฐออกมาตรการรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบ
นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบที่มีหลักประกัน เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยและดึงผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ ขณะเดียวกันควรจัดให้มีระบบไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้สำหรับหนี้นอกระบบที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่มีต้นทุนต่ำกว่า
นอกจากนี้ ยังควรพัฒนากลไกพี่เลี้ยงที่ปรึกษาทางธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างวินัยทางการเงิน ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัล AI และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละธุรกิจ
“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการช่วยให้เอสเอ็มอีรอดพ้นจากวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้ธุรกิจเหล่านี้กลับมาแข็งแรง มีภูมิคุ้มกัน และไม่ย้อนกลับไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบอีกครั้ง”
สสว.คาด GDP SME ปีนี้ชะลอตัว
ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ SME เจอความท้าทายหนักรอบด้าน รวมทั้ง สสว.คาดการณ์ว GDP SME ปี 2569 อาจชะลอตัว โดยหากสงครามยืดเยื้ออาจโตเพียง 1.6% แต่หากสถานการณ์คลี่คลายช่วงกลางปีอาจโตถึง 2.3% จากปีที่ผ่านมาที่โต 2.4%
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่น SME เดือน เม.ย.2569 อยู่ที่ 46.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นผู้ประกอบการลดลงต่อเนื่อง แม้เป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีปัจจัยสนับสนุน โดยสาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบ โดยภาคตะวันออกและภาคใต้มีระดับความเชื่อมั่นต่ำสุด
“ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการมองเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง และกังวลภาวะต้นทุนเป็นประเด็นสำคัญ แม้คำสั่งซื้อยังอยู่ระดับดีแต่ไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้ขยายลงทุนระยะยาว”
จ่อของบเพิ่ม 3 พันล้าน อัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ทั้งนี้ เพื่อประคับประคองความเชื่อมั่น สสว.เร่งเพิ่มสภาพคล่องผ่านมาตรการทางการเงินสำคัญ อาทิ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 1,200 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% อยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณ พร้อมงบประมาณอุดหนุนผ่านหน่วยงานภาครัฐอีก 1,500 ล้านบาท เพื่อกระจายความช่วยเหลือสู่ SME วงกว้าง
“ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบวงกว้างจึงเตรียมเสนองบประมาณปี 2570 อีก 3,000 ล้านบาท นำมาอัดฉีดและกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะหลังจากก่อนหน้านี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 2567 ราว 5,000 ล้านบาท”
มาตรการระยะสั้นและทิศทางนโยบายอนาคต
ทั้งนี้ การประคับประคองความเชื่อมั่น SME ต้องทำควบคู่การดูแลต้นทุน การเพิ่มสภาพคล่อง การขยายช่องทางตลาด การยกระดับผลิตภาพ และสนับสนุนการปรับตัวเทคโนโลยี การบริหารจัดการและมาตรฐานธุรกิจ เพื่อรับมือแรงกดดันระยะสั้นและเติบโตระยะยาว
ในปีนี้ สสว.ดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ คือ
1.โครงการ Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต เน้นสร้างผู้ประกอบการให้โตได้ไกล ไปได้จริง โดยจัดขึ้นเป็นปีแรก โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจระดับโลก การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การพัฒนานวัตกรรม และการยกระดับสู่เศรษฐกิจสีเขียว
2.โครงการ SME National Awards หรือ โครงการประกวดสุดยอด SME แห่งชาติ ดำเนินการเป็นปีที่ 18 ช่วยเจียรไนธุรกิจก้าวสู่ระดับผู้นำได้อย่างเป็นรูปธรรม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ps36hZfqZGVIEskgG2qF7

