
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (26 ส.ค.2569) เป็นครั้งที่ 4 ของปี 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
หลังจากการประชุม กนง. ครั้งที่ 1 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี
ขณะที่การประชุม กนง. ครั้งที่ 2 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 คณะกรรมการฯ มติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจในปี 2569 และ ปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ ปี 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิม ตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อย ตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด
อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาส 1/2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น
ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง
สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด
“เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง”
คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
เล็งออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมภายใต้บริบทแบบนี้ คณะกรรมการฯ มองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
โดยในส่วนของนโยบายการเงิน คณะกรรมการฯ มองว่านโยบายอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อ
ขณะที่นโยบายการคลัง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ในระยะสั้น คือ การลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งรัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้ แต่ในระยะปานกลางถึงยาว คือ การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน และการให้ความสาคัญกับการเพิ่ม productivity ในระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ได้มีโครงการที่ชัดเจนมากนัก
สำหรับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ช่วยแก้ปัญหาหนี้กลุ่มเปราะบาง เช่น ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และเสริมสภาพคล่องและยกศักยภาพให้กับ SMEs เช่น SMEs Credit Boost และ SMEs Secure Plus ซึ่ง ธปท.ได้ดำเนินการไปแล้ว
นอกจากนี้ ธปท.เตรียมออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติมในระยะต่อไป ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่เฉพาะแค่การเติมเงิน แต่มีเรื่องของการลด Credit Risk หรือการลด Acquisition Cost ของสินเชื่อด้วย
ยังไม่มีความจำเป็นต้องลดหรือขึ้นดอกเบี้ย
นายดอน ตอบคำถามมีโอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจหรือไม่ว่า ในอดีตเคยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงโควิด เพียงแต่ในวันนี้มีการประเมินว่าภายใต้บริบทของเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย ถ้าลดดอกเบี้ยในบริบทอย่างนี้ ลดไปได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการส่งผ่านก็มีข้อจำกัด
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าลดดอกเบี้ยไม่ได้ ยังลดดอกเบี้ยได้ ถ้าเกิดภาวะวิกฤต แต่ถ้าภาพเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดการณ์ อย่างที่ประเมิน ค่อย ๆ ฟื้น และรอมาตรการการเงินเฉพาะจุด และมาตรการการคลัง ก็จะเป็น Policy Mix ที่เหมาะสมกว่า
“ในไตรมาส 4/2569 และไตรมาส 1/2570 มีโอกาสเห็นเงินเฟ้อเกินกรอบเป้าหมายอยู่บ้าง แต่เป็นการขึ้นชั่วคราว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ต้องเฝ้าติดตาม เราต้องเตรียมพร้อมไว้ ไม่ชะล่าใจ แม้ว่าความเสี่ยงมันจะลดลงมากเทียบกับการประชุมครั้งก่อน”
ติดตามปัจจัยเสี่ยงใกล้ชิด
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. พัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ 2. การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง และ 3. ความสามารถในการชาระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
บอนด์ยีลด์ไทยแกร่ง ต้นทุนการเงินยังไม่ขยับตามสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อฐานะทางการคลังของกลุ่มประเทศมหาอำนาจเหล่านี้
อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น เบื้องต้นพบว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ไม่ได้ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยพุ่งสูงขึ้นตามแต่อย่างใด เนื่องจากบอนด์ยีลด์ของไทยยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยอุปทาน (Supply) ภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในระยะยาวของไทยยังไม่ได้ปรับตัวสูงตามไปในขณะนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/747615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lVUl-p37VG8Snk7fWq79u

