• Mon. Aug 31st, 2026

เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง โจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องเร่งแก้! | เดลินิวส์

เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง-โจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องเร่งแก้!-|-เดลินิวส์เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง โจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องเร่งแก้! | เดลินิวส์

การตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง. เมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจมองว่าเป็นการตัดสินใจที่เรียบง่าย แต่…ถ้าพินิจพิเคราะห์ถึงเหตุผลของการตัดสินใจแบบเป็นเอกฉันท์ในครั้งนี้ อาจทำให้หลายฝ่ายกังวลกันไม่น้อย

ด้วยเหตุผลที่ว่า…เป็นเพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตอยู่ในระดับต่ำ ที่สำคัญยังเติบโตไม่ทั่วถึง ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นของภาพเศรษฐกิจว่าไม่ได้เดินหน้าเต็มกำลัง แต่เป็นเศรษฐกิจที่ “ยังเดินได้ แต่เดินไม่พร้อมกัน”

ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกนง. ประเมินว่า เวลานี้เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนดีกว่าที่คาด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การบริโภคภาคเอกชนกลับขยายตัวต่ำกว่าคาด สะท้อนว่าประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางภาระค่าครองชีพและข้อจำกัดทางการเงิน

ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง เพราะในด้านหนึ่งการส่งออกและการลงทุนบางกลุ่มบางตัว ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ เอไอ

แต่!! ในอีกด้าน บรรดาธุรกิจรายเล็ก เอสเอ็มอี รวมไปถึงครัวเรือนจำนวนไม่น้อย ที่กลับยังรู้สึกว่า…เศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นมากนัก

ความคิดที่ย้อนแย้งเช่นนี้…สะท้อนให้เห็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “โตไม่ทั่วถึง” เศรษฐกิจไทยวันนี้จึงไม่ได้มีปัญหาเพียงโตช้า แต่มีปัญหาว่า ใครเป็นคนได้ประโยชน์จากการเติบโต และใครยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

หากมองผ่านภาคการเงินก็จะเห็นภาพชัดขึ้น แม้สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์โดยรวมเริ่มขยายตัว แต่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัว ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนก็ยังมีข้อจำกัด สะท้อนว่าการฟื้นตัวของสภาพคล่องไม่ได้กระจายไปยังผู้ประกอบการและประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน

พูดง่าย ๆ คือ เงินในระบบอาจไม่ได้ขาด แต่คนที่ต้องการเงินกลับยังเข้าถึงเงินได้ยาก นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการตั้งคำถามว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่

เพราะแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าดอกเบี้ยที่ประชาชนหรือเอสเอ็มอีต้องจ่ายจะลดลงในสัดส่วนเดียวกันทั้งหมด การปล่อยสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้

กนง.ระบุว่า ระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัว ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ แม้มีความเสี่ยงที่จะขยับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน อีกทั้งยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การคงดอกเบี้ยไว้เช่นนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการ “เก็บกระสุน” ทางนโยบายการเงินไว้สำหรับอนาคตเพราะโลกเศรษฐกิจเวลานี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  หากลดดอกเบี้ยลงเร็วเกินไป แล้วเกิดเหตุการณ์ใหม่ที่กระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง  แบงก์ชาติก็จะเหลือพื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินน้อยลง

แล้วถ้าไม่เลือกใช้นโยบายการเงิน แล้ว…จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโต? เพราะปัญหาของไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ต้นทุนเงินสูง แต่เป็นปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง ความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีที่ลดลง ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน

หากลดดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ผู้ประกอบการรายเล็กยังไม่กล้าลงทุน เพราะไม่มีออเดอร์ หากประชาชนยังไม่กล้าใช้จ่ายเพราะมีภาระหนี้ และหากธนาคารยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ผลจากการลดดอกเบี้ยก็อาจไม่สามารถส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้เต็มที่

นี่คือเหตุผลที่มาตรการ “เฉพาะจุด” มีความสำคัญมากขึ้น การฟื้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงต้องเป็นการ “ซ่อมเครื่องยนต์รายตัว” มากกว่าการเร่งเครื่องยนต์ทั้งระบบด้วยมาตรการเดียว

ด้วยเหตุนี้…ภาคการคลังจึงต้องเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการเร่งเครื่องการลงทุนที่เข้ามาหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ออกนโยบายกระตุ้นระยะสั้นให้เกิดการเสพติด

เหนืออื่นใด รัฐบาลต้องไม่หลงใหลได้ปลื้มอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจ หรือตัวเลขจีดีพี แต่ต้องถามต่อว่า รายได้ประชาชนโตหรือไม่ การจ้างงานดีขึ้นหรือไม่ เอสเอ็มอีอยู่รอดหรือไม่ และคนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้นหรือไม่

จากนี้…คงต้องมารอวัดรอดูว่า ท่ามกลางสารพัดปัญหาที่ยังแก้ไม่หมดปม รัฐบาลจะพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจเติบดตทุกด้านหลุดพ้นจากการเติบโตแบบ เคเชฟที่เติบโตไม่ทั่วถึงไปได้อย่างไร?

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดที่นี่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6149661/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ueOUPlHI6HrnyaAtQCygx

You missed