• Fri. Sep 25th, 2026

เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวเกินคาดช่วง 6 เดือนแรกปี 2026 โอกาสไทยเร่งรุกตลาดสินค้าอาหารและแฟชั่น?

เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวเกินคาดช่วง-6-เดือนแรกปี-2026-โอกาสไทยเร่งรุกตลาดสินค้าอาหารและแฟชั่น?เศรษฐกิจอิสราเอลขยายตัวเกินคาดช่วง 6 เดือนแรกปี 2026 โอกาสไทยเร่งรุกตลาดสินค้าอาหารและแฟชั่น?

จากการเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจหลายด้านของอิสราเอลโดยธนาคารกลางอิสราเอล หรือ Bank Of Israel (BOI) เมื่อต้นเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมานั้น มีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการฟื้นตัวหรือขยายตัวของเศรษฐกิจของอิสราเอลในมุมบวก หรือ เกินคาดเป็นอย่างมาก โดยมีข้อบ่งชี้พอสรุปได้ดังนี้

1. อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และการบริโภคในประเทศ

ภาพรวมเศรษฐกิจอิสราเอลในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวและตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP อยู่ที่ระดับ 4.0% ซึ่งแสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในเชิงบวกที่แข็งแกร่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้ เดิมว่าจะเติบโตเพียง +3.2-+3.5% โดยมีปัจจัยที่ขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศ ที่กลับมาคึกคักและการส่งออกที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าไฮเทคต่างๆ ส่งผลให้รายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัว (Nominal GDP per capita) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

2. สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) อยู่ในระดับต่ำและควบคุมได้

ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด (ปัจจุบันประมาณ 1.5%) และธนาคารกลางสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำได้ ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตลอดปี 2569 จะอยู่ท่ระดับต่ำเพียง 1.8%เท่านั้น (เดิมมองว่าจะอยู่ในระดับ 3-4%) ซึ่งถือว่าอยู่ในขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่มีเสถียรภาพ (กรอบเป้าหมาย 1% – 3%) การชะลอตัวของเงินเฟ้อนี้ มีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพของภาคครัวเรือน ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดค้าปลีกอิสราเอลเริ่มทรงตัวและเพิ่มเสถียรภาพให้กับตลาด

3. นโยบายการเงินและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง (Bank of Israel)

เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและตอบสนองต่อแรงกดดันของค่าเงินเชเกล (Shekel) ที่แข็งค่าขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน หลังผ่านพ้นช่วงการควบคุมเสถียรภาพทางการเงิน จากปัญหาสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในช่วงที่ผ่านมานั้น ธนาคารกลางอิสราเอล (BoI) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 3.25% (กันยายน 2569) เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันในปี 2026 นี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ทุนท้องถิ่น รวมถึงผู้นำเข้าในประเทศให้มีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ที่ผ่อนคลายขึ้น

4. ดุลการคลังและการขาดดุลงบประมาณภาครัฐ (Government Budget)

รัฐบาลอิสราเอลยังคงเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณต่อเนื่อง จากภาระค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณคาดว่าจะแตะระดับ 4.9% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการทางการคลังที่พยายามรักษาสมดุลในการฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นต่อคู่ค้าต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ผันผวน

ความเห็นของ สคต.

สคต. ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเมินว่า จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของอิสราเอลในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ที่ผ่านมานี้ ได้แก่ “ดอกเบี้ยขาลง เงินเฟ้อต่ำ และGDP ขยายตัวเกินคาด” จะส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้าและผู้บริโภคอิสราเอล จึงอยากขอแนะนำแนวทางการปรับตัวและเจาะตลาดแก่นักธุรกิจไทยดังนี้ครับ

  1. โอกาสจากสภาพคล่องของผู้นำเข้าที่สูงขึ้น – การลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 3.25% ช่วยให้ผู้นำเข้าอิสราเอลมีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) ที่ต่ำลง และเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น ผู้ส่งออกไทยควรใช้จังหวะนี้ในการเสนอสัญญาซื้อขายระยะยาว (Long-term contracts) หรือเจรจาขยายปริมาณการจัดส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทุน อะไหล่ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้างที่กำลังฟื้นตัวตามภาคอสังหาริมทรัพย์

  2. กลยุทธ์ราคากลาง-บน รองรับกำลังซื้อที่ฟื้นตัว – อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเหลือ 1.5% ประกอบกับ GDP Per Capita ที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเริ่มผ่อนคลายความกังวลด้านค่าครองชีพ และเริ่มกลับมามองหาสินค้าที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Premium & Value-driven) แนะนำให้ผู้ส่งออกไทยยกระดับสินค้าจากเดิมที่สู้ด้วยราคา (Cost-competitiveness) มาเน้นเรื่อง Value for Money หรือสินค้ากลุ่มพรีเมียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly packaging) รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูปและอาหารนวัตกรรม

  3. เร่งสปีดกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และอาหารไทย – ตัวเลขการบริโภคในประเทศที่พุ่งสูงดัน GDP โต 3.2% สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า/ซูเปอร์มาร์เก็ตกลับมาคึกคักเต็มรูปแบบ ส่งผลบวกให้มีโอกาสทำตลาดในสินค้า 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแฟชั่นและสิ่งทอ สคต. มองว่า เป็นโอกาสดีในการขยายตลาด B2B Matchmaking กับกลุ่มทุนค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่ในอิสราเอล และกลุ่มอาหาร สคต. เห็นว่า ผู้ส่งออกสินค้าอาหารไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ซอสเครื่องปรุง ผลไม้อบแห้ง ควรชูจุดขายเรื่องความสะอาด ปลอดภัย เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในเอเชียอย่างอินเดียหรือเวียดนามที่มีความได้เปรียบทางภาษีจาก FTA อื่นๆ

ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il 

ที่มา 

  1. ธนาคารกลางอิสราเอล (Bank of Israel – BoI)

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติอิสราเอล (Central Bureau of Statistics – CBS)

  1. กระทรวงการคลังอิสราเอล (Ministry of Finance)

  1. www.oecd.org

  1. https://tradingeconomics.com/israel/news

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/il1fvzmjogm6qke9d0memexj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iBK9MHU5yAZgw0YBHnAZc