ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความตึงตัว ทำให้ผู้คนและธุรกิจพากันควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากดีมานด์ผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจเป็นหลัก
ชลารัตน์ พินิจเบญจพล Executive Chairman บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KIV) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เงินให้ใจ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน แต่ความต้องการใช้เงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพ เสริมสภาพคล่อง และสร้างโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบอาชีพยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากพอร์ตสินเชื่อของเงินให้ใจที่ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 23,900 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2569 เติบโตขึ้น 8.8% จากเดือนธันวาคม 2568
ชลารัตน์ยังกล่าวว่า ‘เงินให้ใจ’ จะรักษาทิศทางการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) ทั้งปี 2569 นี้อาจแตะระดับเลขสองหลัก (Double Digit) หรือราว 10% ต้นๆ ซึ่งนับเป็นอัตราสูงกว่าตลาดในภาพรวมซึ่งปัจจุบันขยายตัวราว 4-5% เท่านั้น
“เรามองว่าสินเชื่อรถแลกเงินมีโอกาสเติบโตเยอะ แต่คนปล่อยอาจจะไม่ได้เยอะมาก เห็นได้จากช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ สินเชื่อรถแลกเงินโตเป็นเลขสองหลัก (Double Digit) แต่ปัจจุบัน ภาพรวมตลาดอยู่ราว 4-5% เท่านั้น”

นอกจากนี้ ท่ามกลางการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ชลารัตน์เปิดเผยว่าหนี้เสีย (NPL) ของบริษัทอยู่ระดับราว 2% เท่านั้น และยังกำหนดเป้าหมายหนี้เสียทั้งปีนี้ไม่ให้เกิน 2 5%
อย่างไรก็ตาม ชลารัตน์กล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยความท้าทายของอุตสาหกรรมภาพรวม ได้แก่ ภาระหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับ และ ความสามารถในการชำระหนี้ยังมีความเสี่ยง เป็นการสร้างความกังวลให้ผู้ปล่อยกู้ในแง่ของคุณภาพหนี้
รวมไปถึงความผันผวนของราคารถยนต์มือสอง จากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูก ส่งผลกระทบต่อราคารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเดิม ทำให้ราคารถยนต์มือสองในตลาดเกิดความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา
โดยกลุ่มที่น่ากังวลด้านความสามารถในการชำระหนี้ ได้แก่ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และ ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ไปจนถึงกลุ่มที่นำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ และการกู้เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายบริโภค หรือใช้เงินแบบไม่มีแผนงานต่อยอดธุรกิจที่ชัดเจน
‘เงินให้ใจ’ เปิดข้อมูลรถ 45 ล้านคันในไทย ชี้นำมากู้อยู่แค่หยิบมือ
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ‘เงินให้ใจ’ ยังมองเห็นช่องโหว่และโอกาสอีกมากในอุตสาหกรรมการเงินไทยที่ยังคงมีกลุ่มผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินยากอยู่ ท่ามกลางภาวะที่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินชะลอตัว
ชลารัตน์กล่าว “ในภาคการเงินยังคงมีกลุ่มผู้ที่เข้าถึงบริการทางการเงินหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากอยู่ (Underserved) จึงนับเป็นภารกิจระดับชาติที่ทุกสถาบันการเงินต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา เนื่องจากกลุ่ม Underserved ถือเป็นอีกกลุ่มที่ขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อย และ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามองว่า จริงๆ ยังมีโอกาส (Opportunity) อีกเยอะ”
โดยเฉพาะในตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน เนื่องจากตามข้อมูลของเงินให้ใจพบว่า ในประเทศไทยมีรถยนต์อยู่ราว 45 ล้านคัน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นรถที่อายุไม่เยอะ โดยรถที่มีอายุไม่ถึง 10 ปีมีอยู่มากกว่า 20 ล้านคัน และมีการกู้อยู่แค่ 2-3 ล้านคันเท่านั้น
ดังนั้น จากตัวเลขดังกล่าว ‘เงินให้ใจ’ จึงเห็นว่ายังมี ‘ช่องโหว่’ และ ‘โอกาส’ อยู่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่อยากแปลงสินทรัพย์เป็นเงินทุนเพื่อขยายกิจการและเติบโต
พลิกมุมมองสินเชื่อรถแลกเงิน ชี้ลูกค้ากว่า 80% คือผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่กู้ฉุกเฉิน
ชลารัตน์กล่าวต่อว่า “บางคนอาจจะมองว่า ‘รถแลกเงิน’ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ต้องการ ‘เงินด่วน’ มากๆ หรือเดือดร้อนจริงๆ อยากให้เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ เพราะเราก็เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกหลายกลุ่มมาก ทั้งลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่ไม่ได้อยากได้เงินฉุกเฉินอย่างเดียว แต่อยากกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ หลังจากในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อยากขึ้น ‘รถแลกเงิน’ จึงเป็นอีกทางเลือก”
‘เงินให้ใจ’ ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้า 80-90% เป็นผู้ประกอบการที่เข้ามาพร้อมแผนการใช้เงินต่อยอดเงินธุรกิจ ขณะที่อีก 10% จะเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อเนื่องจากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการเงินทุน
โดยผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของ ‘เงินให้ใจ’ มีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ เริ่มตั้งแต่ผู้ประกอบการที่มีรถกระบะ 1 คัน ไปจนถึงรายที่มีรถบรรทุกแบบ 10 คัน เป็นต้น

เศรษฐกิจตึง ดัน ‘สินเชื่อรถแลกเงิน’ เปิดมุมมองภาพรวมตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ
ชลารัตน์กล่าวต่อว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘ตึงสำหรับทุกคน’ ทำให้ความต้องการสินเชื่อในตลาดภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังปล่อยยากอยู่ เนื่องจากภาระหนี้สินครัวเรือนภาพรวมที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ชลารัตน์มองว่า สินเชื่อ ‘รถแลกเงิน’ ยีงมีโอกาสมากกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากให้ความคล่องตัวใกล้เคียงกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่มีจุดแข็งคือ มีรถยนต์เข้ามาเป็น ‘หลักประกัน’ ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียของผู้ปล่อยกู้ได้
นอกจากนี้ ลักษณะของผู้มีรถยนต์ (Character) ยังสะท้อนว่าเป็นผู้มีวินัยทางการเงินในอดีต เช่น จากการที่ลูกค้าผ่อนชำระรถยนต์จนได้เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีความหวงแหนทรัพย์สิน เหตุรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินสร้างรายได้ ลูกค้าจึงมีความตั้งใจและหวงแหนที่จะชำระหนี้เพื่อรักษารถไว้
“มองว่าปัจจุบันตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน ‘ใหญ่มาก’ เนื่องจากมีลูกค้าที่มีรถตั้ง 45 ล้านคันในปัจจุบัน แต่กู้อยู่แค่ 2 ล้านคันเท่านั้น ดังนั้น กลยุทธ์จึงอยู่ที่ว่า ใครเลือกลูกค้าได้ถูกต้อง ใครให้ราคาลูกค้าได้เหมาะสม ให้ลูกค้าอยู่ได้ แล้วก็ทำธุรกิจเพื่อนำเงินกลับมาชำระได้ ใครได้ลูกค้าดีกว่า ก็น่าจะโตกว่า”
เปิดแผนการขยายธุรกิจของ ‘เงินให้ใจ’ ในระยะต่อไป
ชลารันต์ยังกล่าวว่า ในระยะต่อไป ‘เงินให้ใจ’ ยังต้องการเพิ่มช่องทางของตัวเองมากขึ้น โดยมีการวางแผนเปิดสาขาของเงินให้ใจเอง ผสมกับช่องทางออนไลน์ จากเดิมที่เน้นเสนอขายผ่านเครือข่ายสาขาของธนาคารกสิกรไทยเป็นหลัก เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงลูกค้ายุคใหม่ ควบคู่กับการให้พนักงานเข้าไปพูดคุยและดูแล เนื่องจากสินเชื่อยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการการบริการและทำความเข้าใจรายบุคคล
นอกจากนี้ ยังวางแผนการขยายกลุ่มเป้าหมาย ขยายขอบเขตประเภทรถ ผ่านการพิจารณาขยายการรับจำนำหรือโอนเล่มไปยังกลุ่มรถที่ผู้ให้บริการรายอื่นอาจจะไม่ค่อยรับ เช่น รถเก่า
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ‘เงินให้ใจ’ ได้ประกาศแผนกลยุทธ์ธุรกิจปี 2569 เปิดสาขาเงินให้ใจรูปแบบสแตนด์อโลนเป็นครั้งแรก นำร่อง 2 สาขาหลักไตรมาสแรกปี 2569 “บางบัวทองและลาดกระบัง” และขยายเป็น 250 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2571 ภายใต้แนวคิด “ป่าล้อมเมือง”
ชลารันต์ยังทิ้งท้ายว่า ‘เงินให้ใจ’ ไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในเชิงปริมาณ (Volume) หรือตัวเลขส่วนแบ่งตลาด (Market Share) แต่เน้นบริหารผลตอบแทนพร้อมๆ กับคุมความเสี่ยง โดยเน้นขยายตัวในกลุ่มลูกค้าที่ทำกำไรได้จริงและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี แทนการเน้นเพิ่มปริมาณสินเชื่อเพียงอย่างเดียว
สำหรับบริษัท เงินให้ใจ จำกัดก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 และถือหุ้น 100% โดยบริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด บริษัทโฮลดิ้งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (จำนำเล่มทะเบียนรถ) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (โอนเล่มทะเบียนรถ) เป็นหลัก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ngen-hai-jai-car-loan-growth-entrepreneurs/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W13yDFKJj2ibaVFPK0FnR

