
“กรุงเทพฯ เมืองแห่งคอนเสิร์ต” อาจไม่ใช่ฉายาที่ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่ถ้ามองจากบรรยากาศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คงปฏิเสธยากว่ากรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของสายคอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง เฟสติวัลในเอเชีย
บางเดือนแทบจะมีอีเวนต์ทุกสัปดาห์ และไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เหมือนเมื่อก่อน เริ่มขยายไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวและเมืองหลักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือขอนแก่น
ปี 2569 เป็นอีกปีที่ไทยกำลังอยู่ในช่วง “พีก” ของอุตสาหกรรมอีเวนต์คอนเสิร์ต มิวสิคเฟสติวัล ไม่ใช่แค่จำนวนงานที่จัดถี่ แต่คือคุณภาพของไลน์อัพ ทั้งศิลปินฝั่งตะวันตกและ K-pop ระดับโลก อย่างช่วงครึ่งปีหลังยิ่งคึกคัก เริ่มจาก Post Malone ที่เตรียมขึ้นโชว์วันที่ 22 กันยายน ที่ราชมังคลากีฬาสถาน หรือ The Weeknd ที่ประกาศจัดคอนเสิร์ตถึง 2 รอบ วันที่ 11–12 ตุลาคม ที่ราชมังฯ เช่นกัน
ส่วนปลายปีถือเป็นช่วงไฮไลต์ใหญ่แฟน K-POP เมื่อ BTS บอยแบนด์ระดับโลกจากเกาหลีใต้ เตรียมกลับมาจัดคอนเสิร์ต 3 รอบ ในวันที่ 3, 5 และ 6 ธันวาคม ก่อนจะต่อเนื่องด้วยอีกหนึ่งงานระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand ที่จะจัดขึ้นครั้งแรกในไทย ที่พัทยา ระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม
และนี่เป็นเพียงบางส่วนของตารางงานเท่านั้น เพราะหากนับรวมทั้งคอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง และมิวสิกเฟสติวัลตลอดทั้งปี มีการประเมินจากผู้จัดว่าประเทศไทยอาจมีอีเวนต์สายดนตรีเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 300 งานเลยทีเดียว
สถิติย้อนหลังการจัดอีเว้นต์คอนเสิร์ต-ความบันเทิง
หากดูสถิติการจัดงานย้อนหลังของ Rocket Media Lab พบว่า ระหว่างปี 2566-2567 ไทยมีการจัดคอนเสิร์ตและแฟนมีตติ้งรวมกันถึง 526 งาน แบ่งเป็นปี 2566 จำนวน 242 งาน และปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 284 งาน ในปี 2566 มีคอนเสิร์ต 220 งาน และแฟนมีตติ้ง 22 งาน ส่วนปี 2567 มีการจัดคอนเสิร์ตมากถึง 268 งาน ขณะที่แฟนมีตติ้งมี 16 งาน
ทั้งนี้ หากโฟกัสเฉพาะกลุ่ม T-Pop ข้อมูลจาก SCB EIC รายงานว่า จำนวนรอบการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ในไทย ของศิลปิน T-Pop ขยายตัวต่อเนื่อง จาก 37 รอบการแสดง ในปี 2024 เป็น 51 รอบ ในปี 2025 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 มีการจัดงานไปแล้วมากกว่า 30 รอบการแสดง
หนึ่งปีมีอีเว้นต์คอนเสิร์ตไม่ต่ำกว่า 300 งาน
จากการที่โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ “รชต ธันยาวุฒิ” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วันเอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน Siam Songkran Music Festival และผู้ได้รับลิขสิทธิ์จัด Tomorrowland Thailand ซึ่งบอกว่า ในหนึ่งปีประเทศไทยมีการจัดงานอีเวนต์ไม่ต่ำกว่า 300 งาน ซึ่งเป็นข้อมูลจากสปอนเซอร์แบรนด์เครื่องดื่มที่ ระบุว่าเฉพาะที่แบรนด์เข้าไปสนับสนุนก็มีมากกว่า 300 งานแล้ว
ดังนั้นคาดว่าจำนวนงานทั้งหมดทั่วประเทศไทยน่าจะมีมากกว่านั้นอีก และยังพบว่าในบางสัปดาห์ อาจมีการจัดงานอีเวนต์พร้อมกันทั่วประเทศได้ถึง 30 งาน และหากพิจารณาเฉพาะงาน EDM (Electronic Dance Music) ที่เป็นงานหลักๆ คาดว่ามีอยู่ไม่เกิน 15 งานทั้งปี
ไทยแลนด์เมืองคอนเสิร์ต แต่สถานที่จัดเพียงพอไหม?
ในมุมมองของ รชต มองว่า สถานที่จัดคอนเสิร์ตในไทยปัจจุบันถือว่ายังมีจำกัดและอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนา เมื่อพูดถึงสถานที่จัดคอนเสิร์ตในไทย คนมักจะนึกถึงเพียงไม่กี่แห่ง ทั้งในรูปแบบ Indoor และ Outdoor
ปัญหาของพื้นที่ Outdoor ในเมืองคือ พื้นที่จัดงานกลางแจ้งในใจกลางเมืองมีน้อยมาก และหากจัดงานสเกลใหญ่ เช่น 30,000 คน ในที่ที่ไม่มีรถไฟฟ้าเข้าถึง จะประสบปัญหาการจราจรอย่างหนัก ทำให้งานแนว EDM ส่วนใหญ่ต้องไปสร้างพื้นที่จัดงานขึ้นมาเองใหม่
ในอดีตยังไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ที่ชัดเจน จึงไม่มีใครอยากลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติและแหล่งบันเทิงเยอะอยู่แล้ว จึงไม่ได้เน้นการสร้างสถานที่จัดงานโดยเฉพาะ เหมือนสิงคโปร์ที่จำเป็นต้องใช้เงินสร้าง Infrastructure เพื่อดึงคนเข้าประเทศ
แต่แนวโน้มในอนาคตกำลังจะดีขึ้น รชต ยกตัวอย่างการที่งานระดับโลกอย่าง Tomorrowland เลือกจัดในไทย ทำให้ภาคส่วนต่างๆ มั่นใจและกล้าลงทุนมากขึ้น ตอนนี้ภาครัฐเล็งเห็นแล้วว่าคอนเสิร์ตคือ “ตัวคีย์หลักในการผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ไม่ใช่ธุรกิจขนาดเล็กอีกต่อไป อาจมีข่าวดี เริ่มมีแนวคิดที่จะนำสนามกีฬาไปพัฒนาให้กลายเป็นโดม เชื่อมั่นว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีสถานที่จัดงานในลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันทุกภาคส่วนเริ่มเห็นโอกาสและศักยภาพของไทยในระดับโลกแล้ว
จับตา “ทุนจีน” รุกธุรกิจอีเวนต์ไทย
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจคอนเสิร์ต ที่ผ่านมามักได้ยินเสียงสะท้อนจากกลุ่มแฟนคลับที่ระบุว่า เริ่มเห็นทุนจีนเข้ามารุกคืบคอนเสิร์ตแฟนมีต สเกลเล็ก-ใหญ่ ซึ่งปัญหาคือกระทบราคาบัตร และระบบการจัดการงาน
ในประเด็นนี้ รชต ยอมรับว่า เริ่มเห็นนักลงทุนจีนจำนวนมากมองหาโอกาสเข้ามาในตลาดอีเวนต์และเทศกาลดนตรีไทย ซึ่งก็ได้ยินในกลุ่มเพื่อนฝูงที่ทำธุรกิจคอนเสิร์ตที่พูดถึงปัญหานี้อยู่ พร้อมระบุว่าเรื่องนี้กำลังกลายเป็น Pain Point หนึ่งของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน แต่ในส่วนของงานมิวสิคเฟสติวัลที่ดูแลอยู่นั้น ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกลุ่มผู้จัดจีนเข้ามาทำในสเกลของมิวสิคเฟสติวัล
เขาเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบริษัทเคยได้รับการติดต่อจากกลุ่มทุนจีนหลายราย ทั้งในรูปแบบการว่าจ้างให้เป็นผู้จัดงาน หรือการชักชวนร่วมลงทุน แต่สุดท้ายตัดสินใจปฏิเสธทั้งหมด หลังเฝ้าสังเกตแนวทางการทำธุรกิจของหลายกลุ่มและมองว่าผลกระทบระยะยาวอาจหนักกว่าประโยชน์ระยะสั้น
“ช่วงแรกเรามองว่าอาจเป็นโอกาส เพราะทุนใหม่อาจช่วยให้ตลาดโตเร็วขึ้น และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ แต่พอศึกษาโมเดลการทำงานจริง ก็พบว่ามีหลายเรื่องที่ต้องคิดมากกว่าผลตอบแทนเฉพาะหน้า”
เขามองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันระหว่างผู้เล่นไทยกับต่างชาติเท่านั้น แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจ ของอุตสาหกรรม เพราะผู้จัดบางรายเลือกนำระบบของตัวเองเข้ามาทั้งหมด ตั้งแต่ทีมงาน โปรดักชัน ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงเครือข่ายธุรกิจ ทำให้ธุรกิจไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าเพียงบางส่วน
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าปัญหานี้ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน 100% สำหรับตัวทีมงาน บางครั้งก็เกิดจากค่ายศิลปินมีเงื่อนไขใช้คนของเขาทั้งหมด หรืออุปกรณ์ใช้แสดงต่าง ๆ พวกไฟ ระบบแสง สี เสียง โครงสร้างเวที แต่ก่อนไทยยังไม่มีความพร้อม เขาจึงมีการนำเข้ามา ประกอบกับมีกฎหมายยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับกลุ่มงานดังกล่าวด้วย ยิ่งทำให้การนำเข้าทำได้ง่ายขึ้น
จากที่กล่าวมาทั้งหมด “โพสต์ทูเดย์” ชวนจับตาดูว่าแม้อุตสาหกรรมอีเวนต์ไทยจะดูเติบโต มีงานมากขึ้น มีศิลปินต่างชาติเข้ามามากขึ้น แต่คำถามคือ “ใครได้ประโยชน์บ้าง?” เพราะถ้าบางงานที่จัดแล้ว เม็ดเงินไม่ได้กระจายสู่ผู้ประกอบการไทย หรือทีมงาน ผู้รับเหมาหรือซัพพลายเชนในประเทศอย่างทั่วถึง นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ทุนศูนย์เหรียญที่เข้ามาหาโอกาสในอุตสาหกรรมอาจกระทบเรื่องมาตรฐานการบริหารการจัดงานด้วย โดยที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีคอนเสิร์ตบางงานที่มีผู้จัดต่างชาติเข้ามาดำเนินการ แต่เกิดปัญหาด้านการควบคุมพื้นที่ และการจัดการผู้เข้าร่วมงาน จนมีผู้ถือบัตรบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่แสดงได้
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมอีเวนต์ไม่ได้วัดจากจำนวนงานหรือมูลค่าตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงมาตรฐานการดำเนินงาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของระบบหลังบ้าน ที่ต้องรองรับผู้ชม ซึ่งแม้ว่า ผลกระทบอาจยังไม่ชัดเจนในระดับอุตสาหกรรมทั้งหมด แต่หากในอนาคตมีผู้เล่นต่างชาติเข้ามามากขึ้น
เรื่องนี้อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่อุตสาหกรรมต้องเร่งหาคำตอบ ระหว่าง “การเปิดรับโอกาสใหม่” กับ “การรักษาประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ” จะเดินไปพร้อมกันได้อย่างไร?
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/743083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R3FhxzPOkSPg7rzy04UAd

