กระแสต้านโครงการแลนด์บริดจ์ ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระหึ่มสื่อโซเชียลทุกแพลตฟอร์ม นำเสนอข้อมูลที่หลากหลายถึงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าพร้อมตั้งข้อสังเกตว่ามีนายทุนใกล้ชิดขั้วอำนาจและทุนต่างประเทศ แห่ไปกว้านซื้อที่ดินทั้งระนอง พังงา ชุมพร สุราษฏร์ธานีและประจวบคีรีขันธ์

มีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนออกมาปูดข้อมูลว่ากว้านซื้อจริง อาทิ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนแฉว่าช่อง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีกว้านซื้อที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ในนามอาม่า พร้อมให้ข้อสังเกตเชิงตั้งคำถามว่านายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงคมนาคม ผู้กว้างขวางในภาคใต้น่าจะรู้ดี
ขณะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นในเชิงไม่เห็นด้วย อาทิ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข บอกว่า”รัฐบาลมักอธิบายว่าแลนด์บริดจ์จะเป็นทางเลือกทดแทน หากเกิดการปิดช่องแคบมะละกา แต่ในความเป็นจริงช่องแคบมะละกายังมีศักยภาพและขนาดของระบบขนส่งที่ใหญ่กว่าไทยมาก จึงไม่อาจนำแลนด์บริดจ์มาใช้ทดแทนได้ อย่าเอาแลนด์บริดจ์แขวนกับทฤษฎีว่าหากวันหนึ่งมะละกาปิดแล้วแลนด์บริดจ์ไทยจะบูมคำตอบคือเป็นไปไม่ได้”
นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าหรือดันทุรังจะสร้างให้ได้ เพียงเพื่อเอื้อผลประโยชน์เฉพาะให้พวกพ้องและกลุ่มทุน สุดท้ายจะร้างแบบเซาเทิร์นซีบอร์ด โดยพวกนายทุนที่กว้านซื้อที่ดินยุคนั้นเขมือบผลประโยชน์ไปเรียบร้อย และโครงการนี้ทำให้ภาคใต้ต้องเสียผืนป่านับหมื่นไร่ ทิ้งไว้ถนน 6 ช่องจราจรและที่ดินว่างเปล่าระหว่างถนนทั้งสองสายโดยไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่รัฐบาลทุ่มลงไป
ขณะที่นักธุรกิจในพื้นที่ให้ความเห็นเชิงธุรกิจว่าถ้าสร้างจริงจนเปิดใช้ขอฟันธงว่ามีเรือสินค้ามาใช้บริการน้อยมากแม้รัฐบาลจะคุยโวว่าย่นระยะเวลาได้ถึง 4 วันถ้าเทียบกับผ่านช่องแคบมะละกา แต่ถ้าใช้บริการแลนด์บริด์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ต้องยกตู้สินค้าขึ้นจากเรือฝั่งระนอง บรรทุกรถไฟลงท่าเรือชุมพร ต้องยกตู้สินค้าจากรถไฟลงเรือ และเจ้าของธุรกิจต้องจ้างเรือมารอรับ ทุกขั้นตอนล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแถมค่าประกันสินค้าต้องเพิ่มด้วยและหากมีเรือจำนวนมากแต่อุปกรณ์บริการไม่เพียงพอต้องคิว1-2วันถึงจะได้ยกตู้สินค้าต้องเสียเวลาอย่างน้อย 4-5 วันตู้สินค้าถึงจะลงเรืออีกฝั่ง ขอเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาดีกว่า
“ฝากถามนายพิพัฒน์และนายอนุทิน ประกอบธุรกิจมาก่อน ถ้าเป็นบริษัทของพวกท่านจะมาใช้บริการแลนด์บริดจ์หรือไม่ หากตอบว่าใช้บริการ ขอวิงวอนลาออกจากตำแหน่งนายกฯและรัฐมนตรีไปเถอะ ถ้าอยู่ต่อรังแต่ทำให้ประเทศเสียหาย”นักธุรกิจระบุ
ความเห็นที่ยกมาล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งสิ้น “พยัคฆ์น้อย”ในฐานะชาวปักษ์ใต้ ขอเพิ่มเสียงค้านอีกหนึ่งเสียงด้วยเหตุแบบชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิชาการมรรองรับแต่เป็นข้อมูลจากประสบการณ์และข่าวสารที่ได้รับจากคนในพื้นที่
เริ่มที่วิถีชาวบ้านในพื้นที่ทั้งระนองและชุมพร ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนผลไม้ สวนยางพารา และสวนปาล์ม รวมถึงอาชีพประมงชายฝั่ง บางส่วนประกอบธุรกิจท่องเทียวขนาดเล็ก อาชีพเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน หลายครอบครัวส่งลูกหลานไปศึกษาต่อทั้งกรุงเทพฯ จังหวัดใหญ่ๆและต่างประเทศ จากรายได้ที่มาจากเกษตรกรรม ทุกครอบครัวยึดดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแนะนำไว้
ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เริ่มเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตแบบคนเมืองต่างหันเหกลับใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับสวนอยู่กับป่า ทำการเกษตรเลี้ยงชีพมากขึ้น แม้แต่พวกนักธุรกิจที่ร่ำรวย นักการเมืองฉ้อฉล กลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มผู้กุมอำนาจทั้งหลาย เริ่มหันเหไปใช้ชีวิตตามป่าเขาจำนวนมาก สถิติบุกรุกป่า ที่สาธารณะ เพิ่มสูงขึ้น บ้านพักแถวอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดี รวมถึงการแปลงส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดที่ดินพอที่จะบ่งบอกได้
ถ้ารัฐบาลดันทุรังเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ วิถีชีวิตและการใช้ชีวิตแบบพอเพียงจะพังครืน ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจะไร้อนาคต เพราะช่องทางการมาหากินถูกทำลาย จากที่เป็นเจ้าของสวนหรือเจ้าธุรกิจเล็กๆ จะกลายเป็นลูกจ้างต่างชาติแทน เพราะแลนด์บริดจ์ส่อเค้าจะยึดแนวเดียวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC)ที่รัฐบาลเผด็จทหารในคราบพลเรือนปล่อยให้กลุ่มทุนจีนยึดพื้นที่ทำธุรกิจแบบกินรวบ
ดังนั้นนับจากนี้ไปเชื่อว่าเสียงค้านโครงการแลนด์บริดจ์คงดังกระหึ่ม ถ้ารัฐบาลยังดันทุรังอาจจะได้เห็นม็อบต้านผุดทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้และลามถึงกรุงเทพฯ ถึงเวลานั้นอาจจะได้เห็นรัฐบาลและแนวร่วมพังทั้งองคาพยพ !!!

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/294341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OYzMCvXBjoAhcfpklbWOP


