• Tue. Sep 15th, 2026

“เทือกเขาหิมาลัย” ละลายเร็วขึ้น 65% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจอินเดีย 20% ของ GDP

“เทือกเขาหิมาลัย”-ละลายเร็วขึ้น-65%-เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจอินเดีย-20%-ของ-gdp“เทือกเขาหิมาลัย” ละลายเร็วขึ้น 65% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจอินเดีย 20% ของ GDP

งานวิจัยเตือนธารน้ำแข็งหิมาลัยสูญเสียมวลเร็วขึ้น 65% จากเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่แหล่งน้ำจากเทือกเขาหิมาลัยหล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจราว 20% ของ GDP อินเดีย

วันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 05.25 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตราย หลังธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ทะเลสาบธารน้ำแข็งมีความไม่มั่นคงมากขึ้น ขณะที่การติดตามตรวจสอบพื้นที่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชนหลายร้อยล้านคนในเอเชียใต้

รายงานฉบับใหม่ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Systemiq ซึ่งจัดทำร่วมกับ Integrated Mountain Initiative และได้รับข้อมูลทางเทคนิคจาก International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD) และ GB Pant National Institute of Himalayan Environment ระบุว่า ปัจจุบันธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยกำลังสูญเสียมวลเร็วขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม จากธารน้ำแข็งประมาณ 40,000 แห่ง ทั่วภูมิภาคหิมาลัย-คาราโครัม มีเพียงประมาณ 21 แห่ง ที่ได้รับการติดตามอย่างละเอียดและต่อเนื่อง สะท้อนช่องว่างด้านข้อมูลในช่วงที่ภูมิประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น อาจก่อให้เกิดทะเลสาบที่ขยายตัวและถูกกั้นไว้ด้วยชั้นหินและน้ำแข็งที่ไม่มั่นคง ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือ Permafrost ละลาย และทำให้พื้นที่ลาดชันบนภูเขาสูงมีความไม่มั่นคงมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติต่อเนื่องหลายรูปแบบ

ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นได้ชัดในอินเดีย แม้พื้นที่หิมาลัยจะคิดเป็นประมาณ 18% ของพื้นที่ประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนภัยพิบัติราว 35% ของทั้งหมด

รัฐบาลอินเดียแจ้งต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า มีทะเลสาบธารน้ำแข็ง 56 แห่ง ถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงมาก หลังการประเมินทางวิทยาศาสตร์ในปี 2568 ซึ่งครอบคลุมทะเลสาบความเสี่ยงสูง 189 แห่งในพื้นที่หิมาลัยของอินเดีย ขณะที่ Central Water Commission กำลังติดตามทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดมากกว่า 10 เฮกตาร์จำนวน 2,485 แห่ง ในลุ่มน้ำหิมาลัยของประเทศ

อินเดียเคยเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็งมาแล้ว โดยในปี 2566 เหตุทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกในรัฐสิกขิมก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 70 คน และสร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อถนน สะพาน และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ส่วนในปี 2564 ภัยพิบัติลักษณะคล้ายกันในรัฐอุตตราขัณฑ์ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน

ความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยพิบัติฉับพลัน เนื่องจากเทือกเขาหิมาลัยทำหน้าที่เสมือนระบบกักเก็บและจ่ายน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งหล่อเลี้ยงแม่น้ำที่ประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วเอเชียใต้พึ่งพา

ICIMOD คาดว่า ลุ่มน้ำส่วนใหญ่ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยจะเข้าสู่ภาวะ Peak Water ราวกลางศตวรรษนี้ ซึ่งหมายถึงช่วงที่ปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด ก่อนจะเริ่มลดลงเมื่อมวลของธารน้ำแข็งหดตัวลงเรื่อย ๆ

รายงานประเมินว่าน้ำจากเทือกเขาหิมาลัยมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP อินเดีย ผ่านภาคส่วนสำคัญตั้งแต่การปลูกข้าวสาลี ข้าว และชา ไปจนถึงไฟฟ้าพลังน้ำและเศรษฐกิจจากการแสวงบุญ แต่รัฐต่าง ๆ ในพื้นที่ภูเขากลับได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวเพียงประมาณ 5%

Lord Nicholas Stern ประธาน Grantham Research Institute on Climate Change and the Environment แห่ง London School of Economics กล่าวว่า เทือกเขาหิมาลัยเปรียบเสมือนขั้วโลกที่สาม (Third Pole) แต่แตกต่างจากอาร์กติกและแอนตาร์กติกาตรงที่มีประชาชนหลายร้อยล้านคนอาศัยอยู่ด้านล่าง พร้อมเตือนว่าระบบนิเวศที่รองรับประชากรและเศรษฐกิจเหล่านี้กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญ

ขณะเดียวกัน ปัจจัยบางส่วนที่เร่งการละลายของธารน้ำแข็งยังสามารถแก้ไขได้ในระดับภูมิภาค โดย Systemiq ประเมินว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยเกิดจาก Black Carbon หรืออนุภาคเขม่าดำ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเตาเผาอิฐในพื้นที่ราบ เมื่อเขม่าตกลงบนหิมะและน้ำแข็งจะดูดซับแสงอาทิตย์มากขึ้นและเร่งการละลาย

รายงานจึงเสนอแนวทางเร่งด่วน 10 ด้าน ตั้งแต่การลดการปล่อย Black Carbon การเพิ่มระบบติดตามธารน้ำแข็ง การยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไปจนถึงการปรับรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ภูเขา

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยรัฐบาลควรกำหนดมาตรการล่วงหน้าว่าจะดำเนินการอย่างไรเมื่อพบความเสี่ยง ตั้งแต่การอพยพประชาชนไปจนถึงการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเปราะบาง

นอกจากนี้ยังเสนอให้ทบทวนแนวทางการท่องเที่ยวในพื้นที่หิมาลัยของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันรองรับนักท่องเที่ยวประมาณ 400 ล้านครั้งต่อปี โดยควรเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้างมูลค่าที่สามารถรักษาและนำกลับมาลงทุนในชุมชนท้องถิ่นได้มากขึ้น

Pema Gyamtsho ผู้อำนวยการใหญ่ ICIMOD ระบุว่า ความเสี่ยงกำลังซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากการถอยร่นของธารน้ำแข็ง ความไม่มั่นคงของ Permafrost และพื้นที่ลาดชันบนภูเขาสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณปลายน้ำ

ภัยเหล่านี้ยังไม่หยุดอยู่ที่พรมแดนของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ทั้งการติดตามสถานการณ์ การแบ่งปันข้อมูลความเสี่ยง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการลงทุนร่วมกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือ ไม่เพียงเพื่อรักษาชีวิตประชาชน แต่ยังเพื่อปกป้องความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประชากรหลายร้อยล้านคนที่พึ่งพาเทือกเขาหิมาลัย

อ้างอิง : www.bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/269923/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XXSruhLxqKJ0rzQhagWSK