• Fri. Aug 14th, 2026

เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

เตือน-‘เวียดนาม’-เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน-เศรษฐกิจโตเร็ว-แบงก์รองรับไม่ไหวเตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ออกโรงเตือนว่า “ความต้องการเงินทุนในระบบกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของธนาคารพาณิชย์ในการระดมเงินฝาก” ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเวียดนามกำลังกดดันให้ผู้กำหนดนโยบาย และธนาคารต่างๆ เร่งขยายสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ “เลขสองหลัก”

ปัจจุบัน ยอดสินเชื่อคงค้างสกุลเงินดองสูงกว่ายอดเงินฝากอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านล้านดอง หรือประมาณ 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.55 ล้านล้านบาท)

SBV ระบุว่าความไม่สมดุลดังกล่าว “อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคุกคามความมั่นคงของสถาบันการเงิน รวมถึงเสถียรภาพของระบบการเงิน และการธนาคาร” ในเวียดนาม

เปิดสัญญาณเตือนจากแบงก์ชาติ

รายงานดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่นานก่อนที่นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง จะพบกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เมื่อวันพฤหัสบดี ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวเกือบ 12% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลักในปี 2026

อย่างไรก็ตาม “เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย” เนื่องจากเวียดนามต้องรับมือกับแนวโน้มการค้าโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลอดจนความตึงเครียดด้านภาษีที่ยังดำเนินอยู่กับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

รายงานของแบงก์ชาติเวียดนาม ระบุว่า “นโยบายการเงินเหลือพื้นที่น้อยมาก” ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากภายนอก และผลกระทบจากความสามารถในการระดมเงินทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้า” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปีนี้ ส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย

นายกฯ วอนแบงก์ลดต้นทุนเพิ่ม

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม แสดงความเห็นว่า ธนาคารกลางควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบัน พร้อมเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง

นอกจากนี้ SBV ควรบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น และเข้าแทรกแซงเมื่อจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังเรียกร้องให้ธนาคารต่างๆ ลดต้นทุนเพิ่มเติม รักษาเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างแท้จริง

ผู้นำเวียดนามมองว่า SBV จำเป็นต้องหา “จุดสมดุล” ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารนโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่อง และสินเชื่อ

แบงก์รับแรงกดดันหนัก

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินในประเทศเปิดตัว “โครงการสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่จะลดต้นทุน และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต

ภายใต้นโยบายดังกล่าว สถาบันการเงินจะเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละธนาคารสำหรับสินเชื่อที่มีระยะเวลาครบกำหนดเท่ากัน อย่างน้อย 1 จุดเปอร์เซ็นต์

ธนาคารของรัฐรายใหญ่ที่สุด 4 แห่งของเวียดนามได้ตอบรับมาตรการดังกล่าวแล้ว โดย Vietnam Bank for Agriculture and Rural Development ระบุว่า จะเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ SMEs รวมถึงภาคธุรกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เช่น การเกษตร การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงสิ้นปี 2028

ส่วนธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ เช่น Nam A Bank และ BVBank ก็ได้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดังกล่าวเช่นกัน

จีดีพี 10% สัญญาณเตือนมากกว่าข่าวดี?

กาเร็ธ เลเธอร์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอเชียของ Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า แม้ว่าเวียดนามน่าจะยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แต่หากเศรษฐกิจเติบโตถึง 10% จริง อาจเป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าเหตุผลที่ควรเฉลิมฉลอง 

“การผลักดันอุปสงค์ให้สูงเกินกว่าศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจ จะสร้างความเสี่ยงให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และเพิ่มความเปราะบางในระบบการเงิน” เลเธอร์ ระบุ

เวียดนามเคยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไปเคยเป็นชนวนให้เกิด “ภาวะเฟื่องฟูในตลาดอสังหาริมทรัพย์” ก่อนลงเอยด้วยวิกฤติในภาคธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2022

ธนาคารกลางเวียดนามจึงมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมเงินเฟ้อ และบริหารการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อโดยไม่ทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น

SBV ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 15% แต่ก็ย้ำหลายครั้งเช่นกันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะเศรษฐกิจ

นอกจากจีดีพีแล้ว “แรงกดดันเงินเฟ้อ” ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 4.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงหลังเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ส่งผลให้ SBV มีพื้นที่จำกัดในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมาย

“เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.5% ดัชนี CPI รายเดือนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34%” รายงานระบุ

แบงก์ต่างชาติรุกอุดช่องโหว่เงินทุน

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า บรรดา “ธนาคารต่างชาติ” กำลังเล็งเพิ่มบทบาทในเวียดนาม หลังเป้าหมายเร่งเครื่องจีดีพีเลขสองหลักกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินทุนในประเทศ ทำให้แบงก์ต่างชาติมองหาโอกาส “ปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศ” ให้ธนาคารท้องถิ่นที่กำลังเจอแรงกดดันทั้งต้นทุนการระดมเงินทุนในประเทศที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากรัฐบาลให้เร่งขยายสินเชื่อ

ภายใต้เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนามภายใต้การนำของ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ธนาคารต่างๆ ถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่วางแผนไว้รวมมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อย 10% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

วิลลี ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า มีรายงานว่าธนาคารจาก “จีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง”  เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเงินต่างชาติที่แสดงความสนใจ ในขณะที่ธนาคารเวียดนามหันไปหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ โดยการออกสินเชื่อร่วม (syndicated loan) ที่มีการหารือกันนั้นมีมูลค่าราวหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อดีล

ปัจจุบันธนาคารต่างชาติหลายแห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านสาขา และนักวิเคราะห์มองว่าอาจมีธนาคารต่างชาติเข้ามาเปิดในเวียดนามเพิ่มอีก ภายใต้แผนของรัฐบาลในการจัดตั้ง “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ” แม้รายละเอียดสำคัญของแผนดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม

ขณะที่ธนาคารจาก “ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้” ได้เข้ามาเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธนาคารรายใหญ่บางแห่งของเวียดนามอยู่แล้ว

เมื่อเดือนที่แล้ว HDBank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสายการบินต้นทุนต่ำ VietJet เปิดเผยว่า ธนาคารสามารถระดมสินเชื่อร่วมจากต่างประเทศได้มูลค่า 721 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนเดิมประมาณ 60% โดยกลุ่มผู้ให้กู้ประกอบด้วย Standard Chartered จากสหราชอาณาจักร, Commerzbank จากเยอรมนี และ MUFG Bank จากญี่ปุ่น

ก่อนหน้านั้นในเดือนมิ.ย. VPBank ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ได้ลงนามในข้อตกลงสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ โดย Sumitomo Mitsui ของญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในดีลดังกล่าว

ด้าน Techcombank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกราย ก็กำลังดำเนินการขอสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางเวียดนาม ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 5.9-7.8% ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 4.8-7.1% เมื่อหนึ่งปีก่อน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

ที่ปรึกษารายหนึ่งจากบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนาม เปิดเผยว่า สินเชื่อจากต่างประเทศที่ปล่อยให้แก่ธนาคารเวียดนามมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารต้องจ่ายสำหรับเงินฝากในประเทศ

ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า การกู้ยืมจากต่างประเทศดูเหมือนกำลังเพิ่มขึ้น แต่ธุรกรรมจำนวนมากเป็นการกู้ยืมแบบทวิภาคี จึงทำให้ยากที่จะประเมินมูลค่ารวมของเงินทุนที่ระดมได้

จับตาความเสี่ยงการเงินเวียดนาม

นักวิเคราะห์ และนายธนาคารระบุว่า การเร่งหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศมีแรงผลักดันมาจากวาระการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนาม

ในช่วงต้นปี ธนาคารกลางเวียดนามได้ลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารลงเหลือ 15% จาก 20% ในปี 2025 หลังการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วสร้างความกังวลเกี่ยวกับ “ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์”

ในเวียดนาม ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ธนาคารกลางจะกำหนดโควตาการเติบโตของสินเชื่อประจำปีให้แก่ธนาคารแต่ละแห่ง

อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนมิ.ย. สินเชื่อขยายตัวมากกว่า 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีรายงานว่ามีโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัท Vingroup ได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดดังกล่าว

ในขณะที่ธนาคารต่างๆ พยายามรับมือกับ “ช่องว่าง” ระหว่างแหล่งเงินทุนระยะสั้นกับความต้องการเงินทุนระยะยาวของโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารกลางได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินในเดือนก.ค.

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินฝากยังทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ต้นทุนการระดมเงินทุนสูงขึ้น ยอดสินเชื่อสูงกว่าเงินฝากอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2021-2025 ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดช่องว่างเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแบงก์ชาติเวียดนามเพิ่งเตือนถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (loan-to-deposit ratio) ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ธนาคารต่างๆ มีพื้นที่ในการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น

“แม้การที่ธนาคารกระจายแหล่งเงินทุนจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะหากธนาคารมีวินัยเพียงพอในการกระจายกำหนดอายุของหนี้ และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดแคลนเงินฝากในระบบภายในประเทศ” ทานาโตจาก Fitch กล่าว และยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่เวียดนาม “พึ่งพาระบบธนาคารมากเกินไป” ในการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับความต้องการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

ที่มา: Bloomberg, Reuters

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XwqkAcctdHu_8NjrEg1tI