• Wed. May 13th, 2026

เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง

เงินบาทครึ่งปีหลัง-“เสี่ยงอ่อนค่ามาก”-จากเศรษฐกิจเปราะบางเงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง

เช็กอาการค่าเงินบาทช่วงครึ่งปีหลัง  มีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ยังค้างในระดับสูง ยังมีผลกระทบต่อบัญชีเดินสะพัด (Current Account)

รวมทั้งแนวโน้มการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของหลายธนาคารทั่วโลก ที่จำกัดการเร่งขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ttb analytics
เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง ราคาพลังงานค้างอยู่ในระดับสูง นโยบายการเงินโลกไม่แน่นอน

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ระบุว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของปัญหาในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ตลาดปริวรรตเงินตรามีความผันผวนค่อนข้างสูง และเคลื่อนไหวไปตามรายงานข่าวเป็นหลัก  คือ อ่อนค่า

เมื่อความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สวนทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จากความต้องการของสินทรัพย์ปลอดภัย  โดยเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงประมาณ 3.5% นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.พ. 69 ที่เกิดการปะทะ (จาก 31.08 บาท ช่วง 27 ก.พ. ไป 32.21 บาท ณ วันที่ 8 พ.ค. 69 โดยแตะระดับสูงสุดที่ 33.00 บาท ณ วันที่ 23 มี.ค. 69) 

ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูง ประกอบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี มักเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางฤดูกาลจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน

และดูเหมือนว่า ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงไม่หมดไป โดยเฉพาะหากมองจากปัจจัยแนวโน้มพื้นฐานของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินโลกไปบ้างแล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัย คือ 

1.ผลกระทบราคาพลังงานที่สูงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (CA : Current Account) โดยผลกระทบจากการปิดช่องแคบ Hormuz ส่งผลโดยตรงต่อ Current Account ของไทย ผ่านดุลการค้าที่ปรับแย่ลง หลังประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่สูง หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการนำเข้าจากกลุ่มตะวันออกกลางที่เป็นสัดส่วนหลัก 

ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็ว หรือช้า แต่ผลกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากแหล่งผลิตพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหาย ส่งผลให้หลายแห่งมีการหยุดผลิตในช่วงก่อนหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul)

ในส่วนของดุลบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปบ้างแล้วเช่นกัน หลังการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้เส้นทางการบินต่าง ๆ ถูกรบกวน และหยุดชะงัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของปี 2568 และเป็นกลุ่มที่โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายสูง หากเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 68) เริ่มมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2569 ลง จาก 36.7 ล้านคน เหลือ 30.07 – 33.20 ล้านคน

ขณะที่การขนส่งเองก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกันจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ผ่านต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา

2. ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก  ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์สำคัญโดยเฉพาะทองคำ การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อทั่วโลกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยการสื่อสารของหลายธนาคารกลางในช่วงเดือน พ.ค. 69 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ 

ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นและทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ทางการของไทยพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์ดังกล่าว 

โดยสรุป ทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่ หากมองจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ 

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/275393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw055XjhFANohBGW62P7qt4n