
ฮูตีรุกคืบรวดเร็วในเยเมน รวบเกาะเพริม ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน สหรัฐฯ ปฏิเสธส่งทหารช่วยซาอุฯ โดยตรง
การบุกโจมตีอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของประเทศอิหร่าน ส่งผลให้กลุ่มติดอาวุธดังกล่าวเข้าใกล้ความสามารถในการควบคุมเส้นทางขนส่งทางน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคตะวันออกกลาง สร้างโจทย์ใหญ่และความกดดันครั้งใหม่ให้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 7
กองกำลังฮูตีได้รุกคืบลงไปทางตอนใต้ตามแนวชายฝั่งของประเทศเยเมน ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปิดล้อมช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) หรือที่รู้จักกันในนาม “ประตูแห่งความโศกเศร้า” บริเวณปากทางเข้าสู่ทะเลแดง ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้เปิดทางให้รัฐบาลเตหะรานของอิหร่านมีอิทธิพลเหนือน่านน้ำและน่านฟ้าที่เป็นระเบียงขนส่งน้ำมันหลักของโลกทั้งสองแห่งทันที
ยึดเกาะเพริมกระทบการส่งออกน้ำมันซาอุฯ – บีบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หนัก
นักรบกลุ่มฮูตีสามารถเคลื่อนกำลังไปถึง “เกาะเพริม” (Perim Island) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางช่องแคบระหว่างเยเมนและทวีปแอฟริกา เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบโดยตรงต่อประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างรุนแรง เนื่องจากซาอุฯ ได้เปลี่ยนเส้นทางขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่ไปผ่านท่าเรือในทะเลแดง หลังจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอยู่อีกฝั่งของคาบสมุทรอาหรับถูกปิดลงจากผลกระทบของสงคราม
สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากของทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญกับคะแนนนิยมที่ร่วงลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และพยายามหาทางออกจากความขัดแย้ง โดยล่าสุดได้ประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านยอมอ่อนข้อ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม ยังสุ่มเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อโอกาสของพรรครีพับลิกันในการรักษาเสียงข้างมากในรัฐสภาสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
สเตเฟน แวร์ธายม์ นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Endowment for International Peace ระบุว่า ทรัมป์พยายามใช้วิธีบีบเศรษฐกิจอิหร่านพร้อมกับควบคุมระดับการปะทะทางทหารไม่ให้กระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การรุกคืบของฮูตีได้ทำลายแผนการทั้งหมดของทรัมป์ลงอย่างสิ้นเชิง
ช่องแคบแห่งที่สองวิกฤต – ภาระหนักหน่วงของกองทัพสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบคิดเป็น 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก หากกลุ่มฮูตีสามารถปิดช่องแคบบับเอลมันเดบได้สำเร็จ จะเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบของโลกอีกราว 7% และคิดเป็น 12% ของปริมาณการค้าทั่วโลก
เดวิด เชนเกอร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) เนื่องจากอิหร่านสามารถเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์การขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดในโลกได้พร้อมกันทั้งสองแห่ง ส่งผลให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองในมืออย่างมหาศาล
ขณะเดียวกัน การก้าวเข้าสู่ศึกการต่อสู้กับกลุ่มฮูตี ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังตึงมือกับศึกในอิหร่าน เนื่องจากฮูตีเป็นกองกำลังที่เคยผ่านการปะทะและรอดพ้นจากการโจมตีของทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ มาแล้วในอดีต นอกจากนี้ การเปิดศึกครั้งใหม่ยังอาจขัดต่อข้อตกลงที่ทรัมป์เคยทำไว้กับฮูตีเมื่อปีที่แล้ว ที่สหรัฐฯ สัญญาว่าจะยุติการทิ้งบอมบ์แลกกับการหยุดโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง ซึ่งจะทำให้กองทัพสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าขีปนาวุธจากเยเมนอีกครั้ง
ทรัมป์ปฏิเสธส่งทหารช่วยซาอุฯ เสนอเพียงการแบ่งปันข่าวกรอง
รายงานข่าวระบุว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและผู้ปกครองซาอุดีอาระเบียโดยนิตินัย ได้ทรงต่อสายตรงถึงทรัมป์เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้แจ้งว่าวอชิงตันจะไม่เข้าไปแทรกแซงทางทหารโดยตรงในขณะนี้ แต่จะให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลข่าวกรองแทน ซึ่งทรัมป์ได้ยืนยันการพูดคุยดังกล่าว พร้อมเปิดเผยว่ากลุ่มฮูตีก็ได้ติดต่อมายังรัฐบาลของเขาเพื่อร้องขอไม่ให้สหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงในความขัดแย้งนี้เช่นกัน
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียด แต่ยืนยันว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดง พร้อมผลักดันให้พันธมิตรในภูมิภาคเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาความมั่นคง ทั้งยังปฏิเสธความกังวลเรื่องยุทโธปกรณ์ โดยยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ มีคลังกระสุนและระบบป้องกันทางอากาศเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ทั้งหมด
ข่าวล่าสุด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378983217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35qjSgLa4e4gOgrskAuLLe

