• Wed. Jun 24th, 2026

สัญญาณบวกหุ้นไทย เศรษฐกิจฟื้น หนุนตลาดหุ้น ดึงต่างชาติไหลกลับ ชี้เป้า 1,600 จุด

สัญญาณบวกหุ้นไทย-เศรษฐกิจฟื้น-หนุนตลาดหุ้น-ดึงต่างชาติไหลกลับ-ชี้เป้า-1,600-จุดสัญญาณบวกหุ้นไทย เศรษฐกิจฟื้น หนุนตลาดหุ้น ดึงต่างชาติไหลกลับ ชี้เป้า 1,600 จุด
สัญญาณบวกหุ้นไทย เศรษฐกิจฟื้น หนุนตลาดหุ้น ดึงต่างชาติไหลกลับ ชี้เป้า 1,600 จุด

หลังจากตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนต่างชาติไหลออกและความกังวลต่อเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณบวกทยอยปรากฏ ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย การลดลงของความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยดึงเม็ดเงินต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง

นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategy, Fund Management) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาในภาพรวมของตลาดทุนไทย พบว่า มีความเสถียรภาพมากขึ้นกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยบวกจากการปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP จากร้อยละ 1.1 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.1

อีกทั้งภาครัฐยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการรักษาวินัยทางการคลังเพื่อคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลดน้อยลงในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

“แม้ว่าปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติจะยังไม่ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ แต่เริ่มมีท่าทีลดการขายหุ้นไทยลงและเปลี่ยนมาเป็นการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดแทน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีปัญหาภายในเฉพาะตัว”

หุ้นไทยสิ้นปีไม่พ้น 1600 จุด

นอกจากนี้ แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัญญาณอ่อนค่าลง อาจกลายเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียและตลาดหุ้นไทยมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันการฟื้นตัวของตลาดอาจยังเป็นการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก
 
ในทางกลับกันหากกำไรของบริษัทจดทะเบียนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการขยายตัวของ GDP ที่มากกว่าร้อยละ 2 จะเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจอย่างแท้จริงในระยะยาว

สำหรับเป้าหมายดัชนีที่เหมาะสมในปี 2569 นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 จุด ถึง 1,600 จุด และอาจมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีกในอนาคตหากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลวางไว้ เช่น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI และโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/662201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xqCsc8LWSBz8j3-xSI7yG