• Tue. Sep 29th, 2026

สภาแน่น-กองทัพหนุน “รัฐบาลอนุทิน”ปึ้ก! บนปากเหวเศรษฐกิจ – สยามรัฐ

สภาแน่น-กองทัพหนุน “รัฐบาลอนุทิน”ปึ้ก! บนปากเหวเศรษฐกิจ-–-สยามรัฐสภาแน่น-กองทัพหนุน “รัฐบาลอนุทิน”ปึ้ก! บนปากเหวเศรษฐกิจ – สยามรัฐ

การเมืองไทยเวลานี้ทิ้งห่างจากภาพความเปราะบางในอดีตไปมาก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และการขยับตัวของมวลชนระดับรากหญ้า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับยืนระยะได้อย่างแข็งแกร่ง

มุมมองจาก ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ให้เห็นว่า เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ถูกค้ำยันด้วยกำแพงหลายชั้น ซึ่งยากที่ปัจจัยแวดล้อมในขณะนี้จะสั่นคลอนได้

ด่านแรกในสภาผู้แทนราษฎร ตัวเลข 292 เสียงคือเกราะคุ้มกันชั้นดี รัฐบาลก้าวพ้นยุคเสียงปริ่มน้ำที่ต้องคอยเช็กชื่อ สส. หรือต่อรองผลประโยชน์กันแบบรายวัน ความสัมพันธ์ของพรรคร่วมยังคงกลมเกลียว

ต่อให้ฝ่ายค้านจะเปิดแผลผ่านเกมสภาหนักหน่วงแค่ไหน โอกาสเพลี่ยงพล้ำคามติโหวตแทบจะเป็นศูนย์ หากไม่มีสนิมเกิดจากเนื้อใน เสถียรภาพตรงนี้ทำให้ฝ่ายบริหารเดินหน้าทำงานโดยไม่ต้องพะวงหลัง

แนวร่วมจากนอกสภาก็ส่งสัญญาณบวกไม่แพ้กัน ท่าทีของฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มจารีตชัดเจนว่ายอมรับการดำรงอยู่ของรัฐบาลชุดนี้ ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองก็เล่นบท “ให้เกียรติ” ไม่ล้ำเส้นเข้าไปล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูง
สมการ “การเมืองนำทหาร” ถูกนำมาใช้ควบคู่กับการสนับสนุนภารกิจความมั่นคงอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นปมชายแดนไทย-กัมพูชา ไฟใต้ หรือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ขอบเขตอำนาจ การทำงานจึงสอดประสาน

ข่าวลือเรื่องรัฐประหารหรืออำนาจพิเศษจึงตกไป กองทัพมีพื้นที่ของตัวเองและไม่มีความจำเป็นต้องก้าวออกมายืนกลางสปอตไลต์ทางการเมือง

บนท้องถนนก็ไม่ใช่โจทย์ยาก การประเมินสถานการณ์ชี้ชัดว่าอยู่ในภาวะ “ม็อบจุดไม่ติด” สมรภูมิการต่อสู้ย้ายไปอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน การระบายอารมณ์ผ่านโซเชียลมีเดียทำได้ทันที ไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าเดินทาง หรือเสี่ยงกับข้อกฎหมาย
แกนนำผู้ชุมนุมเองยังตอบคำถามสังคมไม่ได้ว่าไล่รัฐบาลแล้วจะนำใครมาแทน การลัดวงจรพาประเทศกลับไปจุดสตาร์ทใหม่มีราคาแพงลิ่วที่ต้องจ่ายด้วยความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ส่วนนิติสงครามที่เคยเป็นหอกข้างแคร่ก็ดูจะทื่อลง คดีฮั้วเลือก สว. จบลงตรงที่หาหลักฐานสาวไม่ถึงแกนนำรัฐบาล แรงกดดันตรงนี้จึงมอดดับไป

คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งในมือศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ข้อยุติเป็นที่เรียบร้อยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทางการเมือง
หันไปมองซีกฝ่ายค้าน การแยกตัวของพรรคกล้าธรรมไม่ได้สร้างรอยขีดข่วนให้รัฐบาลที่มีแต้มต่อล้นมือ ขณะที่การเปิดโต๊ะดึงพรรคมาร่วมรังแต่จะวุ่นวายตอนแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรี

ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายค้านเสียแนวร่วมและมีกำลังวังชาลดลง พรรคกล้าธรรมจึงต้องเล่นบท “ฝ่ายคอย” สร้างแต้มต่อด้วยการลงพื้นที่แก้ปัญหาน้ำท่วมหรือช่วยเกษตรกร พิสูจน์ให้เห็นว่าผลงานเกิดได้แม้ไม่มีตำแหน่ง

การเมืองนิ่ง สภาแน่น กองทัพหนุน แต่หลุมพรางเดียวที่อาจล้มกระดานได้คือวิกฤตเศรษฐกิจ ปากท้องคือของจริง ค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และบิลค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงกระทบกระเป๋าสตางค์ประชาชนโดยตรง

เมื่อใดที่คนเดือดร้อนเรื่องกินอยู่ ความสนใจเรื่องการเมืองจะถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันที่บีบให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหา
ทว่า ข่าวดีในมุมนี้คือ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกยังมองเสถียรภาพไทยในมุมบวก ทุนต่างชาติยังไม่ทิ้งสายตา ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลจึงหนีไม่พ้นการสานต่อนโยบาย ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ และกวาดล้างทุนสีเทาข้ามชาติให้เด็ดขาด

รัฐบาลของนายอนุทินเข้ามาอุดช่องโหว่ความไร้เสถียรภาพที่เรื้อรังมานาน ศักยภาพในการประสานรอยร้าวของขั้วอำนาจคือจุดแข็งที่ประคองเรือลำนี้ให้แล่นฉิว

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือการแปลงความแข็งแกร่งทางการเมืองให้เป็นความกล้าหาญในการผ่าตัดเศรษฐกิจ พร้อมสื่อสารให้คมชัดว่า ท่ามกลางพายุความผันผวนของโลก รัฐบาลจะนำพาสังคมไทยฝ่าคลื่นลมไปในทิศทางใด

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/columns/analysis-articles/324860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2adEs8oZN7FRSTzsAFnhWu