ผู้มีความมั่งคั่งเดิมยังคงปักหลักในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ขณะที่ผู้มีฐานะรายใหม่ยังย้ายเข้ามาต่อเนื่อง แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความไม่แน่นอน ธนาคารเอกชนมองว่าเสถียรภาพ ความปลอดภัย ระบบกำกับดูแล และการเชื่อมโยงกับตลาดโลกยังเป็นจุดแข็งสำคัญของยูเออีในระยะยาว
มีการประเมินว่า ใน พ.ศ. 2568 มีเศรษฐีเกือบ 10,000 คนย้ายถิ่นฐานมายังยูเออี และคาดว่าจะมีอีกหลายพันคนในปีนี้ แม้สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอาจทำให้บางรายทบทวนหรือชะลอแผนการย้ายถิ่น แต่นายธนาคารเอกชนเห็นว่าแนวโน้มดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนทิศอย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารชั้นนำ เช่น HSBC และ DBS ยังคงลงทุนและเพิ่มบุคลากรด้านบริหารความมั่งคั่ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาด โดยนาย Aladdin Hangari หัวหน้าฝ่ายธนาคารเอกชนประจำภูมิภาค MENA ของธนาคาร HSBC ระบุว่า ลูกค้ายังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย กฎเกณฑ์ด้านภาษี และการพำนักที่ชัดเจน รวมถึงความเชื่อมโยงกับตลาดโลก ขณะที่นาย Farzad Billimoria หัวหน้าธนาคาร Barclays Private Bank ประจำยูเออี เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือของกฎระเบียบ และบทบาทของยูเออีในการเชื่อมเงินทุนโลกกับโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคยังแข็งแกร่ง แม้นักลงทุนจะระมัดระวังด้านความเสี่ยงมากขึ้น
ผู้มีความมั่งคั่งยังย้ายเข้ายูเออีต่อเนื่อง
ธนาคาร HSBC ระบุว่า บุคคลผู้มีความมั่งคั่ง (Ultra-Wealthy) สำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว และนักลงทุนสถาบันจากยุโรปและสหราชอาณาจักรยังย้ายเข้ามายูเออีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ลูกค้าจากเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และประเทศกลุ่ม GCC ก็เพิ่มขึ้น ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การไม่มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทางเลือกด้านสิทธิพำนัก และกรอบการดำเนินงานสำหรับสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัวในศูนย์การเงินระหว่างประเทศทื่ดูไบ (DIFC) และตลาดโลกที่อาบูดาบี (ADGM)
นอกจากนี้ ศูนย์กลางการบินของดูไบและอาบูดาบี ระบบกำกับดูแลของ DIFC และ ADGM ตลอดจน วีซ่าสำหรับผู้เกษียณอายุ ผู้ทำงานทางไกล และวีซ่าทองคำอายุ 10 ปี ช่วยเสริมความน่าสนใจของยูเออีในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน และการพำนักที่เชื่อมโยงเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา
จุดหมายสำคัญของการย้ายถิ่น
ก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ยูเออีเป็นจุดหมายสำคัญของผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ต้องการย้ายออกจากศูนย์กลางความมั่งคั่งเดิม โดยเฉพาะประเทศที่ปรับนโยบายภาษีเข้มงวดขึ้น ผลสำรวจของ Savills ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 จัดให้ดูไบเป็นเมืองอันดับ 1 ของโลกสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิสูง ขณะที่อาบูดาบีอยู่ในอันดับ 5 รองจากนิวยอร์ก สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งอยู่ในอันดับ 2–4 ตามลำดับ ดัชนีประเมินเมืองเกือบ 100 แห่งจากปัจจัยด้านธุรกิจ ครอบครัว การส่งต่อทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต และความเป็นส่วนตัว
รายงานการย้ายถิ่นของผู้มีความมั่งคั่งประจำ พ.ศ. 2568 ของ Henley & Partners และ New World Wealth ประเมินว่า มีเศรษฐี 9,800 คนย้ายเข้ายูเออีในปีดังกล่าว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ใน พ.ศ. 2567 ดูไบมีเศรษฐีประมาณ 81,200 คน และมหาเศรษฐีระดับพันล้านประมาณ 20 คน
เงินทุนที่ไหลเข้ายังสะท้อนผ่านตลาดอสังหาริมทรัพย์หรู โดยระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้ การซื้อขายที่ดินริมชายหาดขนาดใหญ่ 3 แปลงบนเกาะหรูแห่งหนึ่ง รวมประมาณ 272 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงต่อดูไบยังคงอยู่ แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม
ความมั่งคั่งเดิมยังคงอยู่
แม้ตลาดน้ำมันผันผวนและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น แต่เงินทุนใหม่ยังคงไหลเข้าสู่ยูเออี และการไหลออกในช่วงแรกของความขัดแย้งมีไม่มากเท่าที่คาด นาย Loic Voide หัวหน้าฝ่ายธนาคารเอกชนประจำตะวันออกกลางและแอฟริกาของธนาคาร DBS ระบุว่า มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่ตัดสินใจย้ายกลับสหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส
ธนาคาร Julius Baer ของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งบริหารสินทรัพย์ลูกค้าเกือบ 550,000 ล้านเหรียญร์สหรัฐ ระบุว่า ประสบการณ์กว่า 20 ปีในตะวันออกกลางสะท้อนความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของภูมิภาค นาย Rahul Malhotra หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของธนาคารกล่าวว่า ลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงและสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัวยังคงวางแผนอนาคตและการส่งต่อทรัพย์สินระหว่างรุ่นในภูมิภาค
นาย Hangari เห็นว่า การย้ายที่อยู่อาศัย โรงเรียน ธุรกิจ หรือความสัมพันธ์กับธนาคารเป็นการตัดสินใจระยะยาว ไม่ได้เปลี่ยนตามเหตุการณ์ระยะสั้น และในช่วง5ปีที่ผ่านมา ลูกค้าจำนวนมากมีความผูกพันกับยูเออีมากขึ้น ด้านนาย Billimoria ระบุว่า การตั้งฐานในยูเออีเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของครอบครัวผู้มีฐานะ ครอบคลุมทั้งธุรกิจ การใช้ชีวิต และการวางแผนข้ามรุ่น โดยมีกฎหมายด้านการสืบทอดทรัพย์สิน สิทธิพำนักระยะยาว และการเข้าถึงตลาดโลกเป็นปัจจัยสนับสนุน
ธนาคารเร่งขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
การแข่งขันในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังเพิ่มขึ้น ธนาคารเอกชนหลายแห่งเร่งรับบุคลากร แม้นาย Voide ระบุว่าการสรรหาผู้เชี่ยวชาญทำได้ยากจากการแข่งขันในตลาด เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ธนาคาร HSBC เปิดศูนย์บริหารความมั่งคั่งสำหรับลูกค้าผู้มีฐานะในดูไบ และเตรียมลงทุนในธุรกิจดังกล่าวในวงเงินสูงสุดในรอบ 20 ปี โดยมองว่ายูเออีและตะวันออกกลางยังเป็นตลาดเติบโตสำคัญ

ขณะเดียวกัน JPMorgan Chase มีแผนขยายทีมธนาคารเอกชนในยูเออี ส่วน Rothschild & Co ซึ่งบริหารสินทรัพย์ลูกค้า 38,000 ล้านยูโร (44,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2568 ว่า อยู่ระหว่างเข้ารับช่วงกิจการในยูเออีของธนาคาร Liechtensteinische Landesbank
ด้านธนาคาร DBS ซึ่งเข้าสู่ตลาด ยูเออีจากการซื้อกิจการธนาคารเอกชนของ Societe Generale ใน พ.ศ. 2557 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนายธนาคารเอกชนจาก 10 คนในปีที่ผ่านมาเป็นมากกว่า 30 คนภายใน2 ปี โดยคาดว่าจะมีประมาณ 22 คนภายในสิ้นปีนี้ และรับเพิ่มอีก 10 คนในปีหน้า
ความเห็นของ สคต.ดูไบ
การไหลเข้าของผู้มีความมั่งคั่งและเงินทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพและศักยภาพทางเศรษฐกิจของยูเออี ช่วยหนุนธุรกิจการเงิน การบริหารความมั่งคั่ง อสังหาริมทรัพย์ และภาคบริการ พร้อมเสริมบทบาทดูไบและอาบูดาบีในฐานะศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันต่อไปแม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะสั้น การไหลเข้าของผู้มีความมั่งคั่งและเงินทุนช่วยหนุนเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมันของยูเออี โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และบริการระดับบน พร้อมเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีรายได้สูง จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย
—————————————————————————————–
แหล่งที่มา: The National “https://www.thenationalnews.com/business/2026/09/27/uae-still-magnet-for-ultra-wealthy-undeterred-by-war-chaos/”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/d6bby9q1cycilsjvuzllwazh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G3F9qFMDbr-1vUG5rlG1I

